เมื่อการพยายามคิดบวก อาจกลับมาทำร้ายตัวเอง

ตอบกลับโพส
siri
โพสต์: 875
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

เมื่อการพยายามคิดบวก อาจกลับมาทำร้ายตัวเอง

โพสต์ โดย siri » จันทร์ ต.ค. 26, 2020 7:16 am

เมื่อการพยายามคิดบวก อาจกลับมาทำร้ายตัวเอง

Cr. Future Trends : Chanin Sakunkarnkirati

‘Toxic Positivity’ สมองคิดบวก แต่ใจติดลบ
.
พอเจอเรื่องแย่ๆ ทีไร เราต่างก็พบหลายคอนเทนต์ ที่บอกให้เราต้องมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ ฮึบๆ แปปเดียวเดี๋ยวก็หาย เพราะ ‘การคิดบวก’ หรือ ‘Positivity’ จะช่วยให้เราลดความเครียดและทำให้สุขภาพกาย-ใจดีขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้วัฒนธรรมการคิดบวกจึงเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนชีวิตของเรา แต่เราเคยลองถามตัวเองจริงๆ ดูไหมว่า เราสามารถคิดบวกกับทุกเรื่องได้จริงเหรอ?
.
ยุคที่รวดเร็วและวุ่นวายในปัจจุบัน การค้นหาความสุขแบบสูตรสำเร็จก็ดูจะเหมาะกันดีกับโลกสมัยนี้ เพราะไม่ว่าจะในหนังสือ ข้อความ โควต พอดแคสและอื่นๆ ต่างก็มีฮาวทู ที่ทำให้เราค้นพบทางออกจากความทุกข์ แต่การที่เอาแต่โฟกัสเพียงแค่อารมณ์เชิงบวก การซุกความรู้สึกลบๆ ไว้ข้างใน มันอาจกลายเป็นพิษที่ถูกเรียกว่า ‘Toxic Positivity’ ที่กัดกร่อนจิตใจเราแบบไม่รู้ตัว
.
เป็นเรื่องน่าประหลาดที่ความคิดแบบ Positivity กลับกลายเป็นพิษ Toxic มาวางหน้า ทั้งที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องดี แต่การพยายามทำเหมือนกับทุกอย่างเป็นปกติ อาจทำให้เกิดปัญหาจิตใจและร่างกาย เพราะการกลบอารมณ์ด้านลบเอาไว้ มันไม่ได้ช่วยคลายปัญหาความเศร้าอย่างแท้จริง Toxic Positivity จึงกลายเป็นที่มาในรูปแบบหนึ่งที่นำพาไปสู่ความเจ็บป่วยได้
.
ด้วยกรอบสังคมการคิดบวกที่ทำให้เราแบกอะไรหลายอย่างมากไป ทำให้บางครั้งแม้จะพยายามคิดบวกแล้ว แต่เราก็อาจจะยังรู้สึกแย่ และหันกลับมาโทษตัวเอง จนทำให้เกิดการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นว่า ทำไมเราถึงมีความสุขอย่างใครเขาไม่ได้ ด้วยชุดความคิดที่สลับซับซ้อนดังนี้จึงอาจทำให้รู้สึกแย่มากขึ้นไปอีก
.
นอกจากความคิดที่เกิดจากภายในแล้ว ตัวเราเองก็อาจเป็นคนหยิบยื่นหรือถูกหยิบใส่ Toxic Positivity ด้วยเหมือนกัน เพราะครั้งหนึ่งเราต่างก็เคย เป็นที่ปรึกษาให้คนมาระบายความทุกข์ แน่นอนว่าหลายครั้งที่เราพยายามช่วย เราจะหาวิธีปลอบด้วยการให้มองไปถึงสิ่งดีๆ คิดบวกเข้าไว้ เดี๋ยวมันจะผ่านไปเอง การที่เราพยายามแนะนำสิ่งดีๆ ให้กับคนอื่นมันไม่ใช่สิ่งที่ผิดนักหรอก แต่การพยายามให้พวกเขามองในแง่ดี ณ เวลานั้น มันไม่ได้ช่วยให้ปัญหาหายไป แถมอาจเป็นการพยายามทำให้ฝืนยิ้มเสียมากกว่า
.
วิธีที่เราควรใช้เพื่อตอบโจทย์และเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้กับคนทุกข์จริงๆ คือ การใช้แนวคิดที่เรียกว่า ‘Resonance Limblic’ หรือการพยายามทำความเข้าใจความรู้สึกผู้อื่นให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เพราะลองคิดในมุมเรา หากเรามีปัญหาที่รุมเร้าเข้ามาในชีวิต ลำพังแค่ต้องต่อสู้กับเรื่องวุ่นๆ ก็แทบจะหมดแรงอยู่แล้ว นี่เรายังต้องเอาแรงที่เหลือมาพูดแต่เรื่องดีๆ ที่ไม่รู้ว่าจะดีขึ้นจริงหรือเปล่าอีก เราก็คงเหนื่อยจนไม่เหลือแรงพอให้ต่อสู้กับปัญหาของจริง แน่ๆ
.
สรุปแล้วคือ เมื่อใครสักคนมีปัญหาและความทุกข์ พวกเขาไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่า “ผู้ฟังที่ดี” ที่รับฟังอย่างตั้งใจ ไม่ตัดสินตัวตนและปัญหาที่ได้พบ การที่เราแค่นั่งรับฟังเฉยๆ มันจะช่วยให้รู้สึกว่าเรื่องต่างๆ พวกนี้ ถือเป็นเรื่องปกติที่ใครก็สามารถพบเจอกันได้ การทำให้เราทั้งคู่ต่างไม่ได้แปลกแยก จะช่วยเยียวยาและทำให้คนที่มีความทุกข์ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว
.
ส่วนถ้าใครกำลังเผชิญกับ Toxic Positivity อยู่ วิธีง่ายๆ อย่างคาดไม่ถึง ในการแบ่งปันความเศร้าตามแบบพฤติกรรมธรรมชาติที่มนุษย์ทำกัน นั่นก็คือการ “ร้องไห้” ออกมานั่นเอง การร้องไห้มีส่วนช่วยในการเยียวยาสภาพจิตใจ เพราะมันจะทำการปลดปล่อยฮอร์โมนความเครียด หรือขับสารพิษออกจากร่างกายที่เป็นผลให้ความเครียดลดลง แล้วยังช่วยลดอุณหภูมิในสมอง หายใจเร็วและเต็มปอดมากขึ้น ช่วยให้จิตใจสงบผ่อนคลายลงได้อีกด้วย
.
นอกจากนี้ การปล่อยให้ตัวเองแสดงความอ่อนแอออกมาบ้าง ก็จะช่วยสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคลได้ด้วยการแชร์ช่วงเวลาที่ยากลำบาก ให้คนอื่นรับรู้และเข้าใจตัวตนเรามากขึ้นว่า เราต้องการความช่วยเหลือเพื่อผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ โดยถ้าหากเรารู้สึกเศร้า กลัว หรือโกรธ ร่วมกับใคร นั่นแหละคือ สิ่งที่เรียกว่าสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
.
การคิดบวก มองโลกในแง่ดี ถือเป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนชีวิตเราจริงๆ นั่นแหละ แต่การเอาแต่โหยหาและโฟกัสความสุข จนไม่ได้แสดงความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา ก็อาจทำให้เราพลาดโอกาสที่จะสร้างประสบการณ์อื่นๆ ที่ยืดหยุ่นให้กับชีวิตได้นะ
.

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “เทคนิคการทำงาน การจัดการ จิตวิทยา และการพัฒนาตนเอง”