การออกกำลังเพื่อการรักษา

siri
โพสต์: 299
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

การออกกำลังเพื่อการรักษา

โพสต์ โดย siri » จันทร์ ต.ค. 26, 2020 1:47 pm

การออกกำลังกายเพื่อการบำบัดรักษา
Therapeutic Exercise
อ. พญ.จีระนันท์ ระพิพงษ์
ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ลิงต์ https://drive.google.com/file/d/1kntsic ... sp=sharing

อายุรศาสตร์ ง่ายนิดเดียว
การออกกำลัง 2018 ตอน 1 https://medicine4layman.blogspot.com/20 ... 018-1.html

การออกกำลัง 2018 ตอน 2 https://medicine4layman.blogspot.com/20 ... 018-2.html

การออกกำลัง 2018 ตอน 3 https://medicine4layman.blogspot.com/20 ... 018-3.html

siri
โพสต์: 299
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: การออกกำลังเพื่อการรักษา

โพสต์ โดย siri » จันทร์ ต.ค. 26, 2020 2:17 pm

ข้อควรระวังใน การออกกำลังกาย ของผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุควรหยุด การออกกำลังกาย เมื่อมีอาการอย่งหนึ่งอย่างใด ดังนี้คือ รู้สึกเหนื่อยมาก หายใจไม่ทัน เหงื่อออกมาก ตัวเย็น เจ็บที่บริเวณหัวใจหรือร้าวไปที่ไหล่ซ้าย เวียนศีรษะ ควบคุมลำตัวแขน ขา ไม่ได้ มีอาการอ่อนแรงหรืออัมพาตบริเวณแขน ขา หรืออวัยวะอื่น ๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ในบุคคลทั่วไปทุกเพศทุกวัย ไม่เว้นแม้แต่วัยสูงอายุ แต่เนื่องจากวัยสูงอายุเป็นวัยที่อวัยวะของร่างกายมีความเสื่อม และมีการเปลี่ยนแปลวทางสรีระวิทยาหลายอย่าง ดังนั้นในการที่ผู้สูงอายุจะออกกำลังกายจะต้องมีข้อควรพิจารณา เช่น โรคประจำตัว ภาวะสุขภาพ เป็นต้น เพราะอาจเกิดปัญหาหรือภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ ซึ่งผู้สูงอายุจะต้องประเมินตนเองและสภาพแวดล้อมก่อนออกกำลังกายและขณะออกกำลังกายว่ามีภาวะเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอันตรายเนื่องมาจากการออกกำลังกายหรือ ไม่โดย ภาวะที่ผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงหรืองดเว้นการออกกำลังกาย ได้แก่
1. มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก ที่ยังควบคุมอาการไม่ได้
2. ความดันโลหิตขณะพักสูงกว่า 200/ 100 มม.ปรอท ทั้งนี้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงควรรับประทานยาอย่างต่อเนื่องหรือควรวัดความดันโลหิตก่อนการออกกำลังกาย
3. ลิ้นหัวใจตีบ ขนาดปานกลางถึงรุนแรง
4. จังหวะการเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ
5. หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ (> 100 ครั้ง/นาที) และยังควบคุมไม่ได้
6. มีภาวะหัวใจวาย หรือมีการติดเชื้อหรือการอักเสบของเยื่อบุ หรือกล้ามเนื้อหัวใจ. ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด (vascular thrombosis) ระยะแรก
7. หลอดเลือดดำอักเสบ
8. เป็นไข้ ปวดข้อ หรือมีอาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน
9. ตรวจพบความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
10. มีอาการเวียนศรีษะ
11. ได้รับยาบางชนิด ทั้งนี้ควรสอบถามแพทย์ว่าเมื่อรับประทานยาดังกล่าวสามารถออกกำลังกายได้หรือไม่
12. สภาวะแวดล้อม และภูมิอากาศไม่เหมาะสม เช่น อากาศร้อน หรือเย็นเกินไป หรือการระบายอากาศของสถานที่ที่ออกกำลังกายไม่ดี เช่น เป็นห้องอับไม่มีหน้าต่าง
13. หลังรับประทานอาหารมื้อหลักไม่เกิน 2 ชั่วโมง

นอกจากนี้หากผู้สูงอายุออกกำลังกายและพบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น ผู้สูงอายุควรหยุดออกกำลังกายทันที และนั่งหรือนอนพัก และหายใจเข้าออกลึกๆ หากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบไปพบแพทย์ ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นขณะออกกำลังกายที่ผู้สูงอายุควรหยุดพักการออกกำลังกายทันที ได้แก่

1. อาการเจ็บแน่นหน้าอก
2. มึนงง เวียนศรีษะ หรือเดินเซ
3. ไอมากผิดปกติ
4. คลื่นไส้ อาเจียน
5. ใจสั่น เหนื่อย
6. ปวดน่อง เป็นตะคริว กล้ามเนื้ออ่อนล้า
7. หน้าซีด หรือแดงคล้ำ
8. หายใจลำบากหรือหายใจเร็วเกิน 10 นาที หลังหยุดพัก
9. ชีพจรเต้นช้าลง
10. ปวดข้อ
11. หายใจไม่ทัน หายใจไม่ออก หายใจไม่อิ่ม

siri
โพสต์: 299
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: การออกกำลังเพื่อการรักษา

โพสต์ โดย siri » จันทร์ ต.ค. 26, 2020 2:19 pm

10 ข้อระวังในการออกกำลังกาย

ข้อควรระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายแบบไม่ถูกวิธี ก็ส่งผลเสียต่อ สุขภาพร่างกาย ได้เช่นกันค่ะ

1. ไม่ยืดกล้ามเนื้อให้เพียงพอ

ทุกครั้งเมื่อเรา warm up ก่อนเริ่มต้นเล่น weight เราก็ควรยืดกล้ามเนื้อก่อน เพื่อว่าเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อจะได้ยืดหยุ่นพร้อมรับการออกแรงมากๆ และในระหว่างการออกแรงนั้นกล้ามเนื้อและเอ็นจะขยายตัวคะ หากเราไม่ยืดกล้ามเนื้อ อาจทำให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บได้ขณะเล่น weight และเมื่อจบการเล่น หรือการ burn แต่ละครั้งก็ควรยืดกล้ามเนื้ออีก เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ทั่วถึง อีกทั้งเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ออกแรงติดต่อกันเป็นเวลานาน ปกติ trainer จะยืดกล้ามเนื้อให้ทุกครั้งเมื่อเล่นจบ 1 set และ trainer บางคนถึงขนาดยอมนวดหรือยืดกล้ามเนื้อแบบการนวดแผนไทยให้กับ memberเลย (แต่ trainer เราเค้าไม่ทำ เพราะเค้าบอกว่าดูไม่ใช่ trainer ไงไม่รู้) ถ้าหากไม่มีคนยืดให้ ให้ใช้ท่าโยคะยืดกล้ามเนื้อที่เคยนำเสนอไปแล้ว รวมกับเครื่องยืดกล้ามเนื้อที่ทาง Fitness จัดให้

2. ใช้น้ำหนักมากเกินไป

โดยมากมักเกิดในพวกหนุ่มๆ ที่อยากมีกล้ามโตไวๆ สาวๆ เรามักอิดออดเวลาเห็นแป้นน้ำหนักมากๆ หรือลูกน้ำหนักขนาดใหญ่ๆ โตๆ

อันที่จริงการออกกำลังกายแบบ Anarobic โดยการใช้วิธีแบบ resistance (การออกแรงต้าน) นั้น จะให้ผลดีต่อกล้ามเนื้อเมื่อผู้เล่นรู้ว่าตัวเองสามารถรับแรงต้านได้มากแค่ไหน การเล่นโดยใส่แผ่นน้ำหนักมากเกินกำลังอาจเกิดผลเสียดังต่อไปนี้

กล้ามเนื้อบาดเจ็บ เพราะรับน้ำหนักมากเกินไป แต่ยังฝืนเล่นต่อไป

กล้ามเนื้อฝ่อหรือโตผิดที่ กล้ามเนื้อฝ่อ เกิดจากการที่ร่างกายผลิตออกซิเจนมากเกินไปขณะเล่น weight ทำให้ร่างกายสันดาปเอา ไกลโคเจน มาใช้มากเกินไป (คาร์โบไฮเดรตและโปรตีนที่เรานำเข้าไปแต่ละวัน) ซ่งส่วนนี้เองที่ร่างกายนำมาสร้างกล้ามเนื้อแต่เมื่อเราใช้ไปขณะเล่น ร่างกายก็ไม่มีอะไรไว้สร้างกล้ามเนื้อ

กล้ามเนื้อโตผิดที่ เกิดจากเมื่อเราใส่น้ำหนักมากไป เมื่อเราเล่น เราอาจวางท่าทางที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดการออกแรงจากกล้ามเนื้อมัดที่ไม่ต้องการออกแรง ในขณะที่กล้ามเนื้อที่ต้องการออกแรง ไม่ได้ออกแรงอย่างเต็มที่ นี่เองที่ทำให้กล้ามเนื้อโตผิดที่ ซ่งมักเกิดขึ้นบ่อยๆ โดยเฉพาะกล้ามแขน (บางคนเล่นอกแต่ดันเอาแขนยก )

3. ไม่ Warm Up ก่อนออกกำลังกาย

เรื่องนี้เราย้ำบ่อยมากในบทความเก่าๆที่เคยเขียนมาทุกครั้ง การ warm up นอกจากเป็นการทำให้ร่างกายเราอุ่นขึ้นแล้ว ยังเป็นการเตรียมกล้ามเนื้ออีกด้วย สังเกตุดูว่าการ warm up ไม่มีท่าทางตายตัว แต่มุ่งเน้นว่าร่างกายทุกส่วนต้องเคลื่อนไหวในขณะ warm up เพื่อให้เกิดการเตรียมพร้อมก่อนการออกกำลังกายจริง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการบาดเจ็บนั่นเอง

4. ไม่ Cool Down

ข้อนี้สืบเนื่องมาจากข้อ 1. การ cool down จะตรงข้ามกับการ warm up เมื่อเราออกกำลังกายเสร็จแล้ว เราควร cool down เพื่อเตรียมร่างกายให้เข้าสู่ภาวะปกติก่อนการไปทำธุระอื่นๆ เหตุผลก็ง่ายๆเลย อย่างที่เราทราบว่าหากเราอาบน้ำทั้งที่ร่างกายเรายังร้อนอยู่อาจเป็นไข้ได้ นั่นล่ะะ เมื่อเราออกกำลังกายเสร็จ อุณหภูมิในร่างกายยังสูงอยู่ เราก็ต้องปรับให้กลับมาที่จุดปกติเพื่อทำกิจกรรมปกตินั่นเอง

5. ออกกำลังกายหนักเกินไป

การออกกำลังกายหนักเกินไปมีผลให้เกิดอาการต่อไปนี้

Over Trained หรือกล้ามเนื้อล้าจากการออกแรงมากเกินไป จะเกิดอาการตึงๆ หรือล้าๆ กล้ามเนื้อ

กล้ามเนื้อฝ่อ อย่างที่อธิบายไปแล้ว คือ ร่างกายจะดึงเอาคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนที่ร่างกายสะสมไว้ไปใช้นั่นเอง

6. ดื่มน้ำน้อยไป

เรื่องนี้สำคัญมากๆ เคยเตือนไปหลายต่อหล่ยครั้งมากๆ โดยเฉพาะผู้ที่ชอบเล่น Bikram หรือโยคะร้อน ข้อนี้จำเป็นมากๆ เลย ร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำถึง 70% เซลล์กล้ามเนื้อทุกๆเซลล์ต้องการน้ำ ดังนั้น หากเราออกกำลังกายจนเหนื่อยหนัก โดยไม่จิบน้ำเลย ร่างกายจะเกิดอาการ Dehydrate หรือขาดน้ำ ซึ่งส่งผลให้ช็อคได้ เนื่องจากขาดน้ำไปหล่อเลี้ยงในระดับเซลล์นั่นเอง เรื่องเล็กๆที่สำคัญมากนะ

7. ทิ้งน้ำหนักตัวบน Stair Stepper มากเกินไป

ถ้าหากเราทิ้งน้ำหนักตัวลงไปที่เท้าทั้งสองมากเกินไปจะทำให้บาดเจ็บที่หน้าแข้งและข้อเท้าได้นะ ระวังด้วย

8. ออกกำลังกายเบาเกินไป

อย่างที่เคยบอกไปว่าการเล่น Cardio หรือการออกกำลังกายให้ถึง 60-85% ของ Max Heart Rate จะทำให้ร่างกายเราเผาผลาญไขมันไปใช้ในการออกกำลังกาย

9. ใช้แรงสะบัดเพื่อยกน้ำหนัก

การใช้แรงสะบัดก็เป็นการออกแรงที่ผิด การสะบัดนอกจากทำให้กล้ามเนื้อไม่ได้ออกแรงอย่างเต็มที่แล้วยังอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ด้วย ออกแรงให้ทุกต้องและพอดีจะได้เสริมสร้างกล้ามเนื้อมัดที่ต้องการให้ออกแรง

10. ทาน Energy Bar หรือเครื่องดื่มเกลือแร่เมื่อออกแรงระดับปานกลาง

ข้อนี้ไม่จำเป็นมากนักสำหรับทุกๆคนน บางคนทานเพราะต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อ เช่น เครื่องดื่มเวย์โปรตีน อะมิโนแอซิด ฯลฯ มันไม่จำเป็นและสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

โดยปกติคนไทยเรา หากออกกำลังกายแล้ว เราสามารถเสริมโปรตีนโดยการบริโภคไข่ไก่ เนื้อไก่ เนื้อปลา หรือนมได้โดยตรง ซึ่งมีประโยชน์เท่ากันหรือมากกว่าและราคาถูกกว่าด้วย ไม่ต้องไปเห่อตามฝรั่ง ต้องเข้าใจว่าบ้านเรากะบ้านเค้าอาหารการกิน และอากาศมันต่างกัน เราโชคดีที่มีของสด ราคาไม่แพงให้บริโภคก็เลือกของสดที่มีคุณภาพดีมาบริโภคดีกว่าพึ่งอาหารเสริม

siri
โพสต์: 299
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: การออกกำลังเพื่อการรักษา

โพสต์ โดย siri » ศุกร์ ต.ค. 30, 2020 9:11 am

ทำไมการเคลื่อนไหวถึงช่วยฟื้นฟูอาการเจ็บปวดต่างๆ ได้ดีกว่าการหยุดพัก

Cr. Fitdemy Colab

เมื่อเกิดอาการบาดเจ็บต่างๆ ตามร่างกาย สิ่งแรกที่คนส่วนใหญ่มักจะทำ คือ หยุดพักอยู่เฉยๆ เพราะคิดว่า นี่เป็นวิธีเยียวยาที่ดีที่สุด แต่รู้หรือไม่ว่า เรื่องจริงต่อความเข้าใจนี้กลับเป็นตรงกันข้าม เพราะการหยุดขยับหรือหยุดการเคลื่อนไหวนั้น ถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งหลังเกิดอาการบาดเจ็บ
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เพราะการอยู่เฉยๆ ไม่ขยับนานๆ จะไปหยุดการทำงานของกล้ามเนื้อ จำกัดการไหลเวียนของเลือด และนำไปสู่อาการกล้ามเนื้อฝ่อและลีบในที่สุด ในทางตรงกันข้าม การขยับเคลื่อนไหวจะช่วยพัฒนาการไหลเวียนของเลือด ซึ่งจะช่วยนำพาออกซิเจนไปช่วยรักษาบริเวณที่บาดเจ็บ ช่วยกำจัดของเสียและช่วยกระตุ้นการฟื้นฟูเนื้อเยื่อต่างๆ ด้วย
นอกจากนี้ การที่เราพักการเคลื่อนไหวข้อต่อบริเวณที่มีอาการบาดเจ็บ เยื่อพังผืดจะถูกสร้างขึ้นอย่างไร้ทิศทาง และไม่เป็นไปตามแนวกล้ามเนื้อที่ควรจะเป็น แถมข้อต่อที่ไม่ได้ขยับนานๆ ก็จะขาดของเหลวที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมรักษา เมื่อภายในข้อต่อแห้ง เราจึงรู้สึกเคลื่อนไหวติดขัด ซึ่งเป็นที่มาของความตึง และขยับข้อต่อไม่ออกนั่นเอง
ดังนั้น การเคลื่อนไหวจึงเป็นวิธีหนึ่งในการฟื้นฟูหลังเกิดการบาดเจ็บที่ดีที่สุด ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีงานวิจัยที่พบว่า การเคลื่อนไหวสามารถช่วยลดอาการเจ็บได้ดีกว่าการกินยาแก้ปวด และยังทำให้เรากลับมาใช้งานร่างกายได้เป็นปกติเร็วขึ้นอีกต่างหาก
อย่างไรก็ตาม ต่อความสงสัยที่ว่าต้องเคลื่อนไหวอย่างไรนั้น เรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับระดับความเจ็บปวด แต่ทางที่ดี ควรมีการปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดก่อน ทว่าหากอาการเจ็บปวดไม่รุนแรงนัก ควรเริ่มจากการขยับเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่ไม่ทำให้เราเจ็บ หรือใช้การเคลื่อนไหวแบบ passive ช่วย เช่น ใช้มือช่วยขยับข้อเท้าที่เจ็บเบาๆ เป็นต้น
นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวแบบผ่อนคลายด้วยวิธีต่างๆ อาทิ การเดิน (ทั้งบนบกและในน้ำ) การว่ายน้ำ และการยืดเหยียดเบาๆ รวมถึงการโยคะ ก็ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่เหมาะสม ซึ่งสามารถทำได้ในชีวิตประจำวันเช่นเดียวกัน

admin
Administrator
โพสต์: 677
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ พ.ค. 22, 2020 10:04 pm

Re: การออกกำลังเพื่อการรักษา

โพสต์ โดย admin » พฤหัสฯ. พ.ย. 12, 2020 1:36 pm

5 เหตุผลที่นักวิ่งควรออกกำลังกายท่า Squat 💪🏻💕
💕 1. ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริม
ท่า Squat ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เหมือนกับการออกกำลังกายแบบอื่น แต่คุณก็สามารถสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแกร่งขึ้นได้ ด้วยเพียงท่า Squat อย่างง่ายแต่ได้ประสิทธิภาพที่เทียบเท่า กับการออกกำลังกายชนิดอื่น
💕 2. สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา
การออกกำลังกายด้วยท่า Squat สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา
สะดวกง่ายต่อผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาต้องออกไปยิม
ผู้ที่มีเวลาน้อยผู้ที่ไม่ชอบการเดินทาง
สามารถทำท่า Squat นี้ได้เลยทุกที่ทุกเวลา
💕 3. ช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้
ท่า Squat เป็นอีกหนึ่งท่าที่ช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ดี
เพราะท่า Sqaut ช่วยเผาพลาญแคลลอรี่ที่สะสมอยู่ในร่างกายเรา มีประสิทธิภาพมากที่สุดอีกหนึ่งท่าที่ทุกคนใช้ในการออกกำลังช่วยให้ร่างกายคุณเบิร์นได้เร็ว ช่วยให้น้ำหนักคุณลดลงได้ดี
💕 4.ช่วยให้กล้ามเนื้อคุณยืดหยุ่น
ในทุกครั้งที่ทำท่า Squat ร่างกายจะช่วยให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่น
จากการลุกนั่งแบบขึ้นสุดลงสุดในท่า Squats นี้ ช่วยทำให้กล้ามเนื้อเราลดอัตราการบาดเจ็บได้มากกว่า การออกกำลังการด้วยท่าอื่น คุณจะได้ความแข็งแรงพร้อมทำให้อวัยวะคุณยืดหยุ่นด้วความสมดุลไม่ว่าจะเป็น ส่วนเอว สะโพก ต้นขา
💕 5. ท่า Squat ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อช่วงล่าง
การออกกำลังในท่านี้สิ่งที่ร่างกายเราจะได้รับประโยชน์สูงสุด ก็คือกล้ามเนื้อขาของเรานั่นเอง จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อขา สามารถรองรับน้ำหนักตัวจากการทำกิจกรรมต่างๆได้ดี
.
.

siri
โพสต์: 299
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: การออกกำลังเพื่อการรักษา

โพสต์ โดย siri » เสาร์ พ.ย. 21, 2020 10:53 pm

ข้อควรระวังในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ

สาระน่ารู้ของข้อควรระวังในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ มีดังนี้

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน จะเป็นการส่งเสริมสุขภาพให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ทั้งนี้ ต้องมีความเหมาะสมทั้งวิธีการออกกำลังกาย การออกกำลังกายที่ไม่เหมาะสมก็อาจให้โทษได้เช่นกัน จึงมีข้อควรระวังดังนี้


1.ควรออกกำลังกายให้เหมาะสมกับอายุ เพศ และสภาพร่างกาย เช่น คนสูงอายุการเดินเร็วๆ ดีที่สุด คนวัยทำงาน การวิ่งเหยาะๆ สามารถทำได้ง่ายและประหยัด เด็กการวิ่งเล่นเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด เป็นต้น ยกเว้นกรณีการเจ็บป่วย พิการการออกกำลังกายก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ควรเป็นรูปแบบเฉพาะแล้วแต่กรณี

2.ควรออกกำลังกายให้ถูกเวลา เช่น เช้า เย็น หรือค่ำ ไม่ควรออกกำลังกายในเวลาที่มีอาการร้อนจัด จะทำให้ไม่สบายได้และควรออกกำลังกายก่อนอาหาร หรือหลังอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมง

3.ไม่ควรออกกำลังกายเวลาที่ไม่สบาย เป็นไข้ เพราะอาจจะทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ หรือเวลาที่ท้องเสีย เพราะร่างกายจะขาดน้ำหรือเกลือแร่ทำให้อ่อนเพลีย เป็นลม เป็นตะคริว หรือโรคหัวใจได้

4.ก่อนและหลังการออกกำลังกายทุกครั้ง ควรอบอุ่นร่างกาย และผ่อนคลายร่างกายเพราะจะช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บและช่วยทำให้อาการเมื่อยล้าหายได้เร็วขึ้น

5.การเลือกใช้อุปกรณ์ในการออกกำลังกายให้เหมาะสม เช่น ไม่สวมรองเท้าหนัง หรือรองเท้าแตะ หรือไม่สวมรองเท้าในขณะออกกำลังกาย และยังช่วยลดแรงกระแทกขณะออกกำลังกายได้อีกด้วย เสื้อผ้าที่สวมใส่ขณะออกกำลังกาย ควรเป็นเสื้อผ้าที่ยืดหยุ่นได้ระบายความร้อนได้ดี เช่น ผ้าฝ้าย

6.ในขณะออกกำลังกาย ควรงดสูบบุหรี่ หรือดื่มสุรา เพราะแอลกอฮอล์เป็นยาขับปัสสาวะซึ่งจะทำให้ร่างกายขาดน้ำมากยิ่งขึ้น

7.ต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่จะทำให้ร่างกายได้รับอันตรายได้ง่าย

8.เมื่อมีอาการเตือนที่แสดงว่าเริ่มมีอันตราย ควรหยุดออกกำลังกายทันที โดยไม่ผืน เช่น เวียนศีรษะ เจ็บแน่นหน้าอก หายใจขัด

9.ผู้มีอายุวัยกลางคนขึ้นไป (40 ปี) ควรต้องได้รับการตรวจสุขภาพรวมทั้งการทดสอบการออกกำลังกายก่อน

10.สำหรับผู้สูงอายุ (อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป) ควรระมัดระวังมากกว่าคนอายุน้อย โดยเริ่มออกกำลังกายที่เบามาก่อน ส่วนการเพิ่มความหนักนั้นต้องเพิ่มช้ากว่าคนอายุน้อย



ข้อควรระวังในการออกกำลังกาย


ในวัยสูงอายุ การออกกำลังกาย คือส่วนสำคัญในชีวิตประจำวัน ที่ทำให้สุขภาพดี กระฉับกระเฉง หนุ่มสาวกว่าวัย
แพทย์ แนะนำ วิธีชะลอความชราหรือการเสื่อมของร่างกาย ว่า การออกกำลังกายจะช่วยได้มาก เพราะทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ช่วยการเคลื่อนไหวของกระดูกและข้อ ลดอาการท้องผูก ทำให้หลับง่าย แต่อย่างไรก็ตาม ในวัยสูงอายุมี ข้อควรระวัง 10 ประการในการออกกำลังกาย โดยหากพบเพียงอาการหนึ่งให้ หยุด ออกกำลังกายทันที 10 ข้อนี้ได้แก่


1.หัวใจเต้นผิดปกติ หัวใจเต้นเร็ว ไม่สม่ำเสมอ

2.เจ็บที่บริเวณหัวใจ ปวดแน่นบริเวณลิ้นปี่

3.หายใจไม่เต็มอิ่ม รู้สึกเหนื่อย

4.รู้สึกวิงเวียน เวียนหัว ควบคุมลำตัวหรือแขนขาไม่ได้

5.เหงื่อออกมาก ตัวเย็น

6.รู้สึกหวั่นไหวอย่างทันทีโดยหาสาเหตุไม่ได้

7.มีอาการอ่อนแรงหรือเป็นอัมพาต บริเวณแขนขาอย่างกะทันหัน

8.มีอาการตามัว

9.มีอาการพูดไม่ชัด หรือพูดตะกุกตะกัก

10.หัวใจเต้นแรง แม้จะหยุดพักประมาณ 10 วินาทีแล้วก็ตาม

หากมีอาการใดอาการหนึ่งใน 10 ข้อนี้ ให้หยุดออกกำลังกายแล้วปรึกษาแพทย์ทันที โดยสามารถขอคำปรึกษา เพื่อดูแลรักษาสุขภาพได้ที่สถานีอนามัยใกล้บ้าน สถานส่งเสริมอนามัยแม่และเด็ก ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพเขต โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลทั่วไป

siri
โพสต์: 299
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: การออกกำลังเพื่อการรักษา

โพสต์ โดย siri » เสาร์ พ.ย. 21, 2020 10:54 pm

10 ข้อระวังในการออกกำลังกาย

ข้อควรระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายแบบไม่ถูกวิธี ก็ส่งผลเสียต่อ สุขภาพร่างกาย ได้เช่นกันค่ะ

1. ไม่ยืดกล้ามเนื้อให้เพียงพอ

ทุกครั้งเมื่อเรา warm up ก่อนเริ่มต้นเล่น weight เราก็ควรยืดกล้ามเนื้อก่อน เพื่อว่าเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อจะได้ยืดหยุ่นพร้อมรับการออกแรงมากๆ และในระหว่างการออกแรงนั้นกล้ามเนื้อและเอ็นจะขยายตัวคะ หากเราไม่ยืดกล้ามเนื้อ อาจทำให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บได้ขณะเล่น weight และเมื่อจบการเล่น หรือการ burn แต่ละครั้งก็ควรยืดกล้ามเนื้ออีก เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ทั่วถึง อีกทั้งเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ออกแรงติดต่อกันเป็นเวลานาน ปกติ trainer จะยืดกล้ามเนื้อให้ทุกครั้งเมื่อเล่นจบ 1 set และ trainer บางคนถึงขนาดยอมนวดหรือยืดกล้ามเนื้อแบบการนวดแผนไทยให้กับ memberเลย (แต่ trainer เราเค้าไม่ทำ เพราะเค้าบอกว่าดูไม่ใช่ trainer ไงไม่รู้) ถ้าหากไม่มีคนยืดให้ ให้ใช้ท่าโยคะยืดกล้ามเนื้อที่เคยนำเสนอไปแล้ว รวมกับเครื่องยืดกล้ามเนื้อที่ทาง Fitness จัดให้

2. ใช้น้ำหนักมากเกินไป

โดยมากมักเกิดในพวกหนุ่มๆ ที่อยากมีกล้ามโตไวๆ สาวๆ เรามักอิดออดเวลาเห็นแป้นน้ำหนักมากๆ หรือลูกน้ำหนักขนาดใหญ่ๆ โตๆ

อันที่จริงการออกกำลังกายแบบ Anarobic โดยการใช้วิธีแบบ resistance (การออกแรงต้าน) นั้น จะให้ผลดีต่อกล้ามเนื้อเมื่อผู้เล่นรู้ว่าตัวเองสามารถรับแรงต้านได้มากแค่ไหน การเล่นโดยใส่แผ่นน้ำหนักมากเกินกำลังอาจเกิดผลเสียดังต่อไปนี้

กล้ามเนื้อบาดเจ็บ เพราะรับน้ำหนักมากเกินไป แต่ยังฝืนเล่นต่อไป

กล้ามเนื้อฝ่อหรือโตผิดที่ กล้ามเนื้อฝ่อ เกิดจากการที่ร่างกายผลิตออกซิเจนมากเกินไปขณะเล่น weight ทำให้ร่างกายสันดาปเอา ไกลโคเจน มาใช้มากเกินไป (คาร์โบไฮเดรตและโปรตีนที่เรานำเข้าไปแต่ละวัน) ซ่งส่วนนี้เองที่ร่างกายนำมาสร้างกล้ามเนื้อแต่เมื่อเราใช้ไปขณะเล่น ร่างกายก็ไม่มีอะไรไว้สร้างกล้ามเนื้อ

กล้ามเนื้อโตผิดที่ เกิดจากเมื่อเราใส่น้ำหนักมากไป เมื่อเราเล่น เราอาจวางท่าทางที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดการออกแรงจากกล้ามเนื้อมัดที่ไม่ต้องการออกแรง ในขณะที่กล้ามเนื้อที่ต้องการออกแรง ไม่ได้ออกแรงอย่างเต็มที่ นี่เองที่ทำให้กล้ามเนื้อโตผิดที่ ซ่งมักเกิดขึ้นบ่อยๆ โดยเฉพาะกล้ามแขน (บางคนเล่นอกแต่ดันเอาแขนยก )

3. ไม่ Warm Up ก่อนออกกำลังกาย

เรื่องนี้เราย้ำบ่อยมากในบทความเก่าๆที่เคยเขียนมาทุกครั้ง การ warm up นอกจากเป็นการทำให้ร่างกายเราอุ่นขึ้นแล้ว ยังเป็นการเตรียมกล้ามเนื้ออีกด้วย สังเกตุดูว่าการ warm up ไม่มีท่าทางตายตัว แต่มุ่งเน้นว่าร่างกายทุกส่วนต้องเคลื่อนไหวในขณะ warm up เพื่อให้เกิดการเตรียมพร้อมก่อนการออกกำลังกายจริง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการบาดเจ็บนั่นเอง

4. ไม่ Cool Down

ข้อนี้สืบเนื่องมาจากข้อ 1. การ cool down จะตรงข้ามกับการ warm up เมื่อเราออกกำลังกายเสร็จแล้ว เราควร cool down เพื่อเตรียมร่างกายให้เข้าสู่ภาวะปกติก่อนการไปทำธุระอื่นๆ เหตุผลก็ง่ายๆเลย อย่างที่เราทราบว่าหากเราอาบน้ำทั้งที่ร่างกายเรายังร้อนอยู่อาจเป็นไข้ได้ นั่นล่ะะ เมื่อเราออกกำลังกายเสร็จ อุณหภูมิในร่างกายยังสูงอยู่ เราก็ต้องปรับให้กลับมาที่จุดปกติเพื่อทำกิจกรรมปกตินั่นเอง

5. ออกกำลังกายหนักเกินไป

การออกกำลังกายหนักเกินไปมีผลให้เกิดอาการต่อไปนี้

Over Trained หรือกล้ามเนื้อล้าจากการออกแรงมากเกินไป จะเกิดอาการตึงๆ หรือล้าๆ กล้ามเนื้อ

กล้ามเนื้อฝ่อ อย่างที่อธิบายไปแล้ว คือ ร่างกายจะดึงเอาคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนที่ร่างกายสะสมไว้ไปใช้นั่นเอง

6. ดื่มน้ำน้อยไป

เรื่องนี้สำคัญมากๆ เคยเตือนไปหลายต่อหล่ยครั้งมากๆ โดยเฉพาะผู้ที่ชอบเล่น Bikram หรือโยคะร้อน ข้อนี้จำเป็นมากๆ เลย ร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำถึง 70% เซลล์กล้ามเนื้อทุกๆเซลล์ต้องการน้ำ ดังนั้น หากเราออกกำลังกายจนเหนื่อยหนัก โดยไม่จิบน้ำเลย ร่างกายจะเกิดอาการ Dehydrate หรือขาดน้ำ ซึ่งส่งผลให้ช็อคได้ เนื่องจากขาดน้ำไปหล่อเลี้ยงในระดับเซลล์นั่นเอง เรื่องเล็กๆที่สำคัญมากนะ

7. ทิ้งน้ำหนักตัวบน Stair Stepper มากเกินไป

ถ้าหากเราทิ้งน้ำหนักตัวลงไปที่เท้าทั้งสองมากเกินไปจะทำให้บาดเจ็บที่หน้าแข้งและข้อเท้าได้นะ ระวังด้วย

8. ออกกำลังกายเบาเกินไป

อย่างที่เคยบอกไปว่าการเล่น Cardio หรือการออกกำลังกายให้ถึง 60-85% ของ Max Heart Rate จะทำให้ร่างกายเราเผาผลาญไขมันไปใช้ในการออกกำลังกาย

9. ใช้แรงสะบัดเพื่อยกน้ำหนัก

การใช้แรงสะบัดก็เป็นการออกแรงที่ผิด การสะบัดนอกจากทำให้กล้ามเนื้อไม่ได้ออกแรงอย่างเต็มที่แล้วยังอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ด้วย ออกแรงให้ทุกต้องและพอดีจะได้เสริมสร้างกล้ามเนื้อมัดที่ต้องการให้ออกแรง

10. ทาน Energy Bar หรือเครื่องดื่มเกลือแร่เมื่อออกแรงระดับปานกลาง

ข้อนี้ไม่จำเป็นมากนักสำหรับทุกๆคนน บางคนทานเพราะต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อ เช่น เครื่องดื่มเวย์โปรตีน อะมิโนแอซิด ฯลฯ มันไม่จำเป็นและสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

โดยปกติคนไทยเรา หากออกกำลังกายแล้ว เราสามารถเสริมโปรตีนโดยการบริโภคไข่ไก่ เนื้อไก่ เนื้อปลา หรือนมได้โดยตรง ซึ่งมีประโยชน์เท่ากันหรือมากกว่าและราคาถูกกว่าด้วย ไม่ต้องไปเห่อตามฝรั่ง ต้องเข้าใจว่าบ้านเรากะบ้านเค้าอาหารการกิน และอากาศมันต่างกัน เราโชคดีที่มีของสด ราคาไม่แพงให้บริโภคก็เลือกของสดที่มีคุณภาพดีมาบริโภคดีกว่าพึ่งอาหารเสริม

siri
โพสต์: 299
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: การออกกำลังเพื่อการรักษา

โพสต์ โดย siri » เสาร์ พ.ย. 21, 2020 10:59 pm

Train Hard VS. Train Smart

เปลี่ยนการออกกำลังกายอย่างหนักเป็นการออกกำลังกายอย่างฉลาด
ข้อดีของการออกกำลังกายมีมากมาย ไม่ว่าจะร่างกายแข็งแรง คลายเครียด สุขภาพดี อ่อนเยาว์ ป้องกันการเจ็บป่วย ฯลฯ แต่จะออกกำลังกายอย่างไรจึงจะเรียกว่าออกกำลังกายอย่างฉลาดไม่ใช่ออกกำลังกายอย่างหนักจนส่งผลร้ายต่อร่างกายแทน

คุณทนงศักดิ์ วงษาโสม Fitness Training and Development Manager จากฟิตเนส เฟิรส์ท ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายบอกเล่าถึงอีกมุมหนึ่งของคนที่ชอบออกกำลังกายหนักๆ ว่าส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไร แนะนำวิธีสังเกตเพื่อให้รู้ได้ว่าเรากำลังก้าวไปสู่จุดที่เรียกว่าออกกำลังหนักเกินไปหรือยัง พร้อมทั้งแนะนำวิธีการออกกำลังอย่างฉลาดให้นำไปปฏิบัติกันอีกด้วย

Train too hard
การออกกำลังกายหนักเกินไปเกิดจากการออกกำลังกายไปสักพักแล้วรู้สึกติด อยากทำให้เห็นผลชัดขึ้น อยากลดสัดส่วนให้ได้เร็วขึ้น อยากมีกล้ามเนื้อตามที่หวัง อยากออกกำลังให้ได้เป้าหมายสูงสุดตามที่ตั้งไว้ จึงหาเวลาออกกำลังให้ได้มากขึ้นหรือบ่อยขึ้น โดยอาจจะใช้ระยะเวลายาวนานเกินไป ไม่มีวันหยุดพัก หรือ ออกกำลังอย่างเข้มข้นและหนักเกินไป

พฤติกรรมดังกล่าวทำให้ระบบประสาทส่วนกลางของร่างกายที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อทำงานหนักจนไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร่างกายใช้กำลังเกินขีดจำกัดอย่างต่อเนื่องเกินกว่าที่ร่างกายจะสามารถฟื้นฟูกลับคืนมา ส่งผลเสียให้เกิดอาการเหนื่อยล้า กล้ามเนื้อตึงเครียด ประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่างๆ ถดถอย ความดันสูง ส่งผลเสียไปถึงการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงาน เรียกได้ว่ายิ่งออกกำลังกลับยิ่งแย่

7 อาการที่แสดงถึงการออกกำลังกายหนักเกินไป

1. รู้สึกอ่อนเพลียแทนที่จะสดชื่นกระปรี้กระเปร่าหลังออกกำลังกาย

2. ออกกำลังแล้วไม่เห็นผลเหมือนช่วงแรก

3. มีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ข้อต่อ หรือกระดูก เรื้อรังไม่หายเสียที

4. เครียด หดหู่ ซึมเศร้าผิดปกติ

5. นอนไม่หลับ หรือ รู้สึกว่านอนเท่าไรก็ไม่พอ

6. ไม่มีเรี่ยวแรง หรือ รู้สึกหมดแรงง่ายกว่าเมื่อก่อน

7. ป่วยง่าย ป่วยบ่อย หรือป่วยแล้วหายยาก

หากพบว่ามีอาการเหล่านี้ควรพักผ่อนและงดออกกำลังสักพัก เมื่อร่างกายฟื้นฟูดีขึ้น คลายความเครียดแล้ว ค่อยกลับมาออกกำลังอีกครั้ง

Train smart
การออกกำลังอย่างฉลาดนั้นจะช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายทรุดโทรมหรือกล้ามเนื้อบาดเจ็บเรื้อรังจากการออกกำลังหนัก ซึ่งเมื่อรู้หลักแล้วจะพบว่าสามารถทำได้ง่ายและออกแบบได้ด้วยตัวเองดังนี้

5 วิถีชาญฉลาดของคนรักออกกำลัง

1. จัดตารางให้สมดุล เพราะชีวิตมีหลายด้าน หลายบทบาท และองค์ประกอบในการมีสุขภาพที่ดีไม่ได้อยู่ที่การออกกำลังเพียงอย่างเดียว การแบ่งเวลาสำหรับการทำงาน การออกกำลังกาย และทำกิจกรรมกับครอบครัวเพื่อนฝูงในสัดส่วนที่ลงตัว จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยจัดระเบียบให้ชีวิตไม่ยุ่งเหยิงและยังส่งผลดีต่อร่างกายและจิตใจไปพร้อมๆ กัน

2. กำหนดวันพัก ยิ่งออกกำลังหนักเท่าไรร่างกายก็ต้องการพักมากเท่านั้น เพราะเมื่อกล้ามเนื้อถูกกระตุ้นให้ใช้งานหนักแล้วย่อมต้องการระยะเวลาในการฟื้นฟู การพักผ่อนจะช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูได้เร็วขึ้น ลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและระบบการทำงานของร่างกายจากการออกกำลัง ป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดเมื่อยหรือบาดเจ็บเรื้อรังจากการออกกำลังกายหนักเกินไป

3. คั่นด้วยกิจกรรมเบาๆ ถ้าเบื่อที่จะนอนอยู่บ้านเฉยๆ ก็สามารถเลือกการออกกำลังเบาๆ เช่น การว่ายน้ำ หรือ เล่นโยคะ ที่เชื่อมโยงการเคลื่อนไหวของร่างกายเข้ากับหายใจ ซึ่งช่วยให้ร่างกายยืดหยุ่น ผ่อนคลาย และจิตใจสงบ ขณะที่ร่างกายต้องการฟื้นฟูโดยไม่เป็นการใช้กล้ามเนื้อหนักจนเกินไปก็ได้

4. พักผ่อนเพียงพอ การนอนเป็นวิธีง่ายๆ ที่หลายคนมองข้าม ผู้ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะพบว่าการนอนมีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูร่างกาย และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมให้ดียิ่งขึ้น

5. กินอาหารที่มีประโยชน์ อาหารมีส่วนสำคัญอย่างมากในระบบการทำงานของร่างกาย นอกจากช่วยให้มีพลังงานเพียงพอสำหรับการออกกำลังแล้ว สารอาหารที่มีประโยชน์ยังมีส่วนช่วยซ่อมแซม เสริมสร้าง และฟื้นฟูร่างกายไม่ให้ทรุดโทรม ดังนั้นการออกกำลังกายอย่างฉลาดจึงต้องรู้จักเลือกที่จะกินอย่างฉลาดด้วย

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว มาเลือกออกกำลังกายอย่างฉลาดแทนที่จะออกกำลังกายหนักเกินไปกันดีกว่า
แก้ไขล่าสุดโดย siri เมื่อ เสาร์ พ.ย. 21, 2020 11:05 pm, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.

siri
โพสต์: 299
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: การออกกำลังเพื่อการรักษา

โพสต์ โดย siri » เสาร์ พ.ย. 21, 2020 11:00 pm

EIA ภาวะภูมิแพ้การออกกำลังกาย อันตรายที่หลายคนไม่รู้จัก
.
แน่นอนว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี นอกจากส่งผลให้สุขภาพกายดีแล้วก็ยังส่งผลให้สุขภาพจิตดีตามไปด้วยอีกต่างหาก แต่ใครจะรู้ว่าสำหรับบางคนที่มีภาวะ EIA (Exercise-induced anaphylaxis) แล้วการออกกำลังกายอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตเลยก็ได้ครับ
.
ภาวะ EIA (Exercise-induced anaphylaxis) คือภาวะภูมิแพ้ที่เกิดจากการออกกำลังกาย ใช่แล้วครับอ่านไม่ผิดแพ้การออกกำลังกายเนี่ยแหละ ซึ่งมีอาการแบบเดียวกันกับการเกิดภูมิแพ้ โดยจะแสดงออกด้วยการส่งผลต่อหัวใจหลอดเลือด ระบบทางเดินหายใจ (หลอดลม) และระบบทางเดินอาหารหรือระบบสำคัญอื่น ๆ
.
Anaphylaxis = อาการแพ้อย่างรุนแรงซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อชีวิตได้ โดยอาการสำหรับคนแพ้จะมีอาการไอจามน้ำมูกไหล และมีผื่นคันแดงขึ้นตามตัว บวมบริเวณริมฝีปากคอและลิ้น รวมถึงอาจมีอาการหายใจติดขัดรวมถึงมีความดันโลหิตที่ต่ำลงครับ บางรายหากแพ้รุนแรงมากก็อาจส่งผลให้ช็อกจนหมดสติไปได้เลย
.
ภาวะเหล่านี้เกิดจากการกระตุ้นจากการออกกำลังกายอย่างเดียว หรือ ได้รับการกระตุ้นจากการรับประทานอาหารบางอย่างแล้วไปออกกำลังกาย โดยอาการที่จะเกิดกับผู้ป่วยคือเริ่มรู้สึกเสียวซ่าหรือคันและมีรสชาติแปลก ๆ ในปาก หรืออาจมีอาการเป็นลมพิษ ปากบวม หายใจไม่สะดวก หรือหนักขึ้นอีกอาจมีอาการอาเจียนท้องร่วงตามความดันโลหิตลดลงจนหมดสติไป
.
อาการเหล่านี้จากที่อ่านจะสังเกตได้ว่ามันเหมือนกับภาวะภูมิแพ้ทั่วไปที่เราสามารถพบเจอได้ในชีวิตประจำวันใช่ไหมครับ ซึ่งมันน่ากลัวตรงที่หากเราไปออกกำลังกายแล้วมีอาการบางทีเราไม่ได้รู้จักกับภาวะ EIA มาก่อนพอมีอาการแล้วก็เลยไม่ได้สนใจและฝืนออกกำลังกายต่อ ผลที่ได้ก็จะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่นั่นเอง ซึ่งอาการเหล่านี้มีโอกาสสูงถึง 90% ที่จะเกิดขึ้นหลังจากออกกำลังกายเสร็จแล้ว 30 นาทีครับ
.
เพราะฉะนั้นหากเพื่อน ๆ คนไหนออกกำลังกายแล้วมีอาการผิดปกติ หรือรู้สึกแปลก ๆ ให้หยุดก่อน และหากไม่ดีขึ้นอย่าปล่อยไว้ให้รีบไปหาหมอนะครับ

siri
โพสต์: 299
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: การออกกำลังเพื่อการรักษา

โพสต์ โดย siri » เสาร์ พ.ย. 21, 2020 11:02 pm

การออกกำลังกายแน่นอนว่าเป็นการกระทำที่ทำให้เกิดสุขภาพที่ดี แต่ก็ต้องมีเรื่องที่ต้องคำนึงก่อนที่จะออกกำลังกายเช่นกัน เพราะถ้าเราไม่ระวังอาจจะเกิดปัญหาตามมาได้

1. ควรออกกำลังกายให้พอเหมาะกับอายุ เพศ และสภาพร่างกาย เช่น คนสูงอายุ การเดินเร็ว ๆ ดีที่สุด คนวัยทำงานการวิ่งเหยาะสามารถทำได้ง่ายและประหยัด สำหรับเด็ก การวิ่งเล่นเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด เป็นต้น ยกเว้นกรณี การเจ็บป่วย พิการ การออกกำลังกายก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ควรเป็นรูปแบบเฉพาะแล้วแต่กรณี

2. ควรออกกำลังกายให้ถูกเวลา เช่น เช้า เย็น หรือ ไม่ควรออกกำลังกายในเวลาที่มีอาการร้อนจัด จะทำให้ไม่สบายได้ และควรออกกำลังกายก่อนอาหาร หรือหลังอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมง

3. ไม่ควรออกกำลังกายเวลาที่ไม่สบาย เป็นไข้ เพราะอาจจะทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ หรือ เวลาที่ท้องเสีย เพราะร่างกายจะขาดน้ำหรือเกลือแร่ ทำให้อ่อนเพลีย เป็นลมเป็นตะคริว หรือโรคหัวใจ

4.ก่อนและหลังการออกกำลังกายทุกครั้งควรอบอุ่นร่างกาย และผ่อนคลายร่างกาย เพราะจะช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บ และช่วยทำให้อาการเมื่อยล้าหายได้เร็วขึ้น

5. การเลือกใช้อุปกรณ์ในการออกกำลังกายให้เหมาะสม เช่น ไม่สวมรองเท้าหนัง หรือรองเท้าแตะ หรือไม่สวมรองเท้าในขณะออกกำลังกาย เพราะว่ารองเท้าจะช่วยลดแรงกระแทกขณะออกกำลังกายได้อีกด้วย เสื้อผ้าที่สวมใส่ขณะออกกำลังกาย ควรเป็นเสื้อผ้าที่ยืดหยุ่นได้ ระบายความร้อนได้ดี เช่น ผ้าฝ้าย

6. ในขณะออกกำลังกายควรงดสูบบุหรี่ หรือดื่มสุรา เพราะแอลกอฮอล์เป็นยาขับปัสสาวะ ซึ่งจะทำให้ร่างกายขาดน้ำมากยิ่งขึ้น

7. ต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่จะทำให้ร่างกายได้รับอันตรายได้ง่าย

8. เมื่อมีอาการเตือนที่แสดงว่าเริ่มมีอันตราย ควรหยุดออกกำลังกายทันที โดยไม่ฝืน เช่น อาการเวียนศีรษะ เจ็บแน่นหน้าอก หายใจขัด

9. ผู้มีอายุวัยกลางคนขึ้นไป (40 ปี) ควรต้องได้รับการตรวจสุขภาพ รวมทั้งการทดสอบสมรรถภาพทางกายก่อน

10. สำหรับผู้สูงอายุ (อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป) ควรระมัดระวังมากกว่าคนอายุน้อย โดยเริ่มออกกำลังกายที่เบาก่อน ส่วนการเพิ่มความหนักนั้นต้องเพิ่มกว่าคนอายุน้อย

ถ้าเราออกกำลังกายตอนที่เราพร้อม ร่างกายพร้อม ก็จะเกิดโยชน์สูงสุด เมื่อรู้แล้วว่าควรระวังตัวเองอย่างไรถึงจะออกกำลังกายอย่างมีประสิทธิภาพ เช่นนั้นแล้วก็สบายใจได้ ไปออกกำลังกายกันดีกว่า
แก้ไขล่าสุดโดย siri เมื่อ เสาร์ พ.ย. 21, 2020 11:04 pm, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “การแพทย์และสุขศึกษา (โรคภัย, การป้องกัน การรักษาและฟื้นฟูสุขภาพ, เทคโนโลยีทางการแพทย์)”