กาแฟเป็นประโยชน์หรือเป็นอันตรายต่อหัวใจกันแน่?

ตอบกลับโพส
admin
Administrator
โพสต์: 678
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ พ.ค. 22, 2020 10:04 pm

กาแฟเป็นประโยชน์หรือเป็นอันตรายต่อหัวใจกันแน่?

โพสต์ โดย admin » ศุกร์ มิ.ย. 19, 2020 1:15 pm

Cr. จากเพจ 1412 cardiology https://m.facebook.com/story.php?story_ ... 3389694429

กาแฟเป็นประโยชน์หรือเป็นอันตรายต่อหัวใจกันแน่?

เป็นคำถามที่ตอบยากมาก แต่คนไข้อยากรู้ ผู้ประกอบการผู้จำหน่ายกาแฟอยากรู้ คนดื่มกาแฟทั่วโลกอยากรู้ แพทย์ทุกสาขาและพยาบาลก็อยากรู้ กาแฟเป็นอันตรายหรือเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพกันแน่?

5 ปีที่ผ่านมาเราจะเห็นข่าวในหนังสือพิมพ์หรือบทความต่างๆมากมายเกี่ยวกับกาแฟในหน้าฟีด เช่น ดื่มกาแฟเกินวันละ 6 แก้วทำให้อายุยืนขึ้นกว่าไม่ดื่มโดยอ้างอิงจากการศึกษาขนาดใหญ่ที่ตีพิมพ์ลงใน NEJM ปี 2012 เชื่อได้หรือไม่? มีการศึกษาอื่นอีกหรือไม่นอกเหนือจากนั้น? ตกลงเราควรจะแนะนำคนไข้อย่างไรกันแน่?

กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมสูงมาก เรารู้กันทุกคนว่า ดื่มแล้วไม่ง่วง ดื่มแล้วอาจจะใจสั่น เพราะมีสาร caffeine แต่จริงๆแล้วกาแฟมีสารอื่นอีกมากมายนอกเหนือจาก caffeine เช่น cholorogenic acid ที่เป็น phenolic compound, ligans, niacin, quinides, trigonelline, K, Mg และ cafestrol มีการศึกษาผลกระทบของสารต่างๆเหล่านี้ที่อยู่ในกาแฟต่อร่างกายมาตั้งแต่ปี 1970 มากมายหลายการศึกษา แต่ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาขนาดเล็กและมีข้อจำกัดภายในการศึกษาค่อนข้างมาก จึงมีเพียงบางการศึกษาเท่านั้นที่ออกแบบการศึกษาได้ดีและได้รับการยอมรับมาจนถึงปัจจุบัน พบว่ากาแฟมีทั้งผลทั้งในด้านบวกและด้านลบต่อร่างกาย

(+) ผลในด้านบวก พบว่า chlorogenic acid, ligans, quinides และ trigonelline ที่อยู่ในกาแฟสามารถลด inflammatory marker อย่าง C-reactive protein และ E-selectin รวมถึงลด insulin resistance ในคนไข้ทั้งที่เป็นและไม่เป็นเบาหวาน แต่เป็นการศึกษาขนาดเล็กและไม่มีตัวชี้วัดที่เป็น hard endpoint (Circulation. 2007;116:2944–2951, JAMA 2005;294:97–104)

(-) ผลในด้านลบ มีหลายส่วนจากหลากหลายการศึกษา ขอสรุปเฉพาะการศึกษาที่ได้รับการยอมรับจนถึงปัจจุบันตามนี้ครับ

1. เพิ่มระดับ renin activity และ catecholamine ในเลือด (NEJM 1978;298:181-186)

2. เพิ่มความดันโลหิตระยะสั้นหลังดื่มแต่ผลการเพิ่มความดันในระยะยาวข้อมูลยังไม่ชัดเจนนะครับ กลไกเชื่อว่าสารต่างๆที่อยู่ในกาแฟสามารถออกฤทธิ์ยับยั้ง Adenosine A1, A2A receptor มีผลต่อ endothelium-dependent vasodilation และ arterial stiffness ทำให้หลอดเลือดหดตัว ความดันสูงขึ้นได้ชั่วคราวหลังดื่มกาแฟ (Eur J Clin Nutr 1999;53:831–839)

3. ผลในแง่ของ Arrhythmogenesis การศึกษาแรกเป็น epidemiologic study ของ Princas ในปี 1980พบว่า prevalence ของ VPBs มากขึ้นในคนที่ดื่มกาแฟเกินวันละ 9 แก้ว ในเวลานั้นเชื่อว่า PVC เป็น prognostic marker ของ Coronary Heart Disease (CHD) mortality (J Chornic Dis 1980;33:67-72) ผลการศึกษาดังกล่าวนำไปสู่การศึกษาที่สำคัญของ Dobmeyer เป็นครั้งแรกและครั้งเดี่ยวที่ใส่ intracardiac catheter และทำ EP study ในคนไข้ก่อนและหลังได้รับ caffeine ทั้งแบบดื่มกาแฟข้างเตียง และให้ intravenous caffeine citrate เพื่อประเมินว่า caffeine ในกาแฟมีผลต่อการเกิดและคงอยู่ของ arrhthmia ที่ถูกกระตุ้นขึ้นมาอย่างไร ผลการศึกษาพบว่าหลังได้รับ caffeine คนไข้ส่วนนึงมี atrial flutter-fibrillation เกิดขึ้นและ sustain อยุ่นาน 10 - 20 นาทีเปรียบเทียบกับ 30 - 50 วินาทีก่อนได้รับ caffeine นอกจากนั้น ERP ใน RA, RV ลดลงหลังได้รับ caffeine (NEJM 1983;308:814-816) เนื่องจากเป็น provoked arrhythmia ใน EP lab ด้วย programmed atrial extrastimuli ประกอบกับ sample size ไม่ถึง 30 คน การอ้างอิงผลการศึกษาออกไปในคนไข้จริงจึงยังไม่มีน้ำหนักมากนัก แต่การศึกษาในประเด็นนี้ได้นำไปสู่ความกังวลใจว่าการกินกาแฟอาจจะมีผลต่อการเกิด Atrial Fibrillation

4. เพิ่มระดับ cholesterol ในเลือด มีการศึกษาที่เป็น RCT ตีพิมพ์ลงใน NEJM พบว่า cafestrol ที่อยู่ในกาแฟสามารถเพิ่มระดับ cholesterol ในเลือดได้ cafestrol ปกติแล้วจะถูกกรองออกถ้าเตรียมกาแฟแบบใช้ตัวกรอง อย่างเครื่อง espresso ในร้านกาแฟปัจจุบันกรองสารตัวนี้ออกหมด แต่ในสมัยก่อนกาแฟแบบต้ม ที่ไม่กรอง เช่น French Press, Scandinavian Boil หรือ Turkish/Greek Coffee จะมี cafestrol ในปริมาณสูงมากและพบว่าผู้เข้าร่วมการศึกษาที่ดื่มกาแฟไม่กรองมีระดับ cholesterol ในเลือดสูงขึ้น (NEJM 1989;321:1432-1437)

จะเห็นว่ากาแฟมีผลทั้งด้านบวกและลบต่อร่างกายจากผลการศึกษาทั้งหมดที่กล่าวมา แต่ประเด็นคือ ในชีวิตจริงการกินกาแฟมีผลกับการเกิดโรคหรือไม่ แน่นอนเราคงไม่สามารถทำ large-scale clinical controlled trial เพื่อตอบปัญหานี้ได้ ด้วยข้อจำกัดต่างๆ ทำให้เราจำเป็นต้องอาศัย observation study ทั้งแบบถอยหลังและไปข้างหน้า ในรูปแบบของ case-control หรือ prospective cohort study รวมถึงการทำ meta-analysis รวมวิเคราะห์การศึกษาหลายๆชิ้นพร้อมกัน โดยทำ multivariate adjustment for potential confounder

การศึกษาแรกสุดที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่าง กาแฟ กับ CHD เป็น case-control study ครับ ตีพิมพ์ใน Circulation ปี 1963 (Circulation 1963;28:20-31) กาแฟสัมพันธ์กับการเกิด CHD ที่มากขึ้น ในช่วงเวลานั้นโลกตะวันตกดื่มกาแฟกันเยอะมาก ผลการศึกษานี้ใน Circulation นำไปสู่ (1) การศึกษาถึงผลของสารต่างๆที่อยู่ในกาแฟที่กล่าวไปข้างต้น และ (2) epidemiologic studies ตามมามากมายทั่วโลกเกี่ยวกับกาแฟและ CHD

ก่อนปี 2000 ตัวชี้วัดหรือ outcome เกือบทั้งหมดคือ CHD mortality นะครับ เป็น outcome ที่นิยมมากในยุค 80-90 การศึกษาที่เป็น meta-analysis ในช่วงเวลานั้น แบ่งออกเป็นสองกลุ่มครับ กลุ่มแรกเป็น meta-analysis ของ case-control study ผลมักออกมาเป็น (+) คือกินกาแฟแล้วเพิ่ม CHD mortality ข้อถกเถียงหลักที่ไม่ค่อยยอมรับผลการศึกษาที่เป็น (+) เหล่านี้ก็คือ selection และ publication bias กล่าวคือการศึกษาที่ถูกตีพิมพ์มักจะเป็นการศึกษาที่ให้ผล (+) อยู่แล้ว มาทำ meta-analysis ก้ไม่แปลกอะไรที่จะออกมาเป็น (+) กลุ่มที่สองเป็น meta-analysis ของ prospective cohort กลุ่มนี้จะได้รับการยอมรับและเชื่อถือมากกว่า ผลมักออกมาเป็น (-) หรือ neutral คือสัมพันธ์กับการ CHD mortality ที่ลดลง หรือไม่สัมพันธ์ในแง่ใดเลย เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของ meta-analysis กลุ่มนี้คือ รูปแบบความสัมพันธ์ที่ไม่แน่นอน เปลี่ยนทิศทางและรูปแบบไปเกือบทุกการศึกษา ส่วนหนึ่งมาจาก residual confounding ที่ไม่ได้ถูกปรับแก้ทางสถิติ ทำให้รายงานผลของกาแฟต่อ CHD mortality ก่อนปี 2000 ออกมาในทุกทิศทางและหาข้อสรุปไม่ได้

หลังปี 2000 ตัวชี้วัดเปลี่ยน เราเริ่มสนใจ all-cause และ cause-specific mortality มากขึ้น เช่น CV mortality, Neurological Mortality และ HF hospitalization รวมถึง risk ในการเกิด first event ของ CHD และ first onset/recurrent AF การศึกษา meta-analysis ขนาดใหญ่และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางของแต่ละ outcome ได้แก่

CV mortality (Eur J Epidemiol 2013;28:517-539)
Stroke (Am J Epidemiol 2011;174:993-1001)
Heart Failure (Circ Heart Fail 2012;5:401-405)
CHD risk (Nutr Metab Cardiovasc Dis 2017;17:209-223)
AF (Danish Diet Cancer and Health Study, Eur J Prev Cardiol 2016;23(9):922-30)

ทั้งหมดออกมา negative ครับ คือมี inverse relationship กินกาแฟมากสัมพันธ์กับอัตราการเกิด outcome ที่ลดลง แต่ใน magnitude ที่ modest และ marginal มาก

สำหรับ all-cause mortality ซึ่งถือเป็น outcome ใหญ่และมี impact สูงมาก อย่างที่เราได้อ่านในข่าวหนังสือพิมพ์ต่างๆ มีสองการศึกษาใหญ่ที่ถือเป็น landmark paper ของ coffee and total mortality การศึกษาแรกตีพิมพ์ใน NEJM ในปี 2012 ส่วนการศึกษาที่สองตีพิมพ์ใน Circulation ในปี 2015

1. NIH–AARP Diet and Health Study ของ National Cancer Institute, NIH นำข้อมูลจาก survey questionnaire ของ AARP member จาก 6 รัฐในอเมริกา อายุ 50 - 75 ตัดคนที่เป็น CV disease และ Cancer ออกไป ตามไปเฉลี่ย 14 ปี, N ~ 400,000 หลังจาก adjust confounding ที่สำคัญคือ smoking พบว่าการกินกาแฟมี dose-dependent inverse association ที่เป็น non-linear คือ ยิ่งกินกาแฟเยอะต่อวัน สัมพันธ์กับ total mortality, CV mortality และ stroke mortality ที่น้อยกว่าการไม่ดื่มกาแฟ แต่มีความสัมพันธ์สูงสุดที่ปริมาณ 4-5 แก้วต่อวัน เกินกว่านั้น inverse relationship ยังมีอยู่ครับแต่น้อยลง หรือเป็น U-shape นั่นเอง ใน subgroup analysis กาแฟที่เป็น decaf หรือไม่ decaf ออกมาไม่ต่างกัน เป็นการบอกทางอ้อมว่า ผลการศึกษาอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับ caffeine แต่อย่าลืมว่า decaf มีจำนวนที่น้อยกว่ากาแฟปกติมาก การวิเคราะห์ทางสถิติทำได้ไม่แม่นยำนัก (NEJM 2012; 366:1891-1904)

2. Meta-analysis ของสามการศึกษาที่ทำเฉพาะในผู้เข้าร่วมที่เป็นพยาบาลและแพทย์ คือ Nurse Health Study (NHS) I, II และ Health Professionals Follow-up Study (HPFS) จากทีมของ Frank Hu ของ Harvard School of Public Health อายุ 40 - 75, N = 208,501 ตัดคนที่เป็น CV disease และ Cancer ออกไป ผลออกมาเหมือนกับการศึกษาแรกคือ หลังตัด smoking ออก พบว่ามี dose-dependent inverse association ที่เป็น non-linear คือ ยิ่งกินกาแฟเยอะต่อวัน สัมพันธ์กับ total mortality, CV mortality และ stroke mortality ที่น้อยกว่าการไม่ดื่มกาแฟ แต่มีความสัมพันธ์สูงสุดที่ปริมาณ 4-5 แก้วต่อวัน เกินกว่านั้น inverse relationship ยังมีอยู่แต่น้อยลง เช่นกันใน subgroup analysis กาแฟที่เป็น decaf หรือไม่ decaf ก็ออกมาไม่ต่างกัน (Circulation. 2015;132(24):2305-15)

*** จะเห็นว่าผลการศึกษาในระยะหลังทั้งหมดดูไปในทิศทางเดียวกัน favor ไปทาง inverse association ดื่มกาแฟเยอะสัมพันธ์กับ mortality ที่ลดลง แต่การทำ meta-analysis ของ prospective cohort แบบนี้มีข้อจำกัดมากมาย

(1) ผู้เข้าร่วมการศึกษาไม่สามารถเป็นตัวแทนของ general population ได้ ที่สำคัญการศึกษาเหล่านี้เกือบทั้งหมดตัดคนไข้ CV disease ออกไป

(2) ปริมาณการดื่มกาแฟ เป็นการตอบแบบสอบถามในรูปแบบของ single-time point ไม่ใช่ long-term pattern of coffee consumption เราไม่รู้ว่าปริมาณการกินกาแฟจะเชื่อถือได้มากแค่ไหนตลอดระยะเวลาที่ติดตามจนเกิด event

(3) Coffee method of preparation การชงกาแฟแต่ละแบบให้สารที่อยู่ในกาแฟที่แตกต่างกัน แต่ข้อมูลใน meta-analysis ขนาดใหญ่เหล่านี้ไม่ได้จำแนกและไม่สามารถติดตาม coffee habit ของคนไข้ไปได้ตลอด follow-up time

(4) Reverse Causality คนไข้ที่มีโรคหลายโรคหรือโรคของเค้าเริ่มคุมได้ไม่ดี อาจมีการควบคุมปริมาณการดิ่มกาแฟที่มากขึ้น ทำให้กลุ่มที่ดื่มกาแฟปริมาณน้อยสัมพันธ์กับอัตราตายที่มากกว่าก็เป็นได้

(5) Residual Confounding ที่ซ่อนอยู่ภายในและไม่ถูก adjust ด้วยกระบวนการทางสถิติ ยกตัวอย่างเช่นการดิ่มกาแฟอาจสัมพันธ์การเสียชีวิตจาก car accident ที่ลดลงเป็นต้น

(6) Meta-analysis ของการศึกษาทั้งหมดไม่ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลัง ถือเป็นเพียง observational study ซึ่งไม่ทีทางบอก causal-relationship คือไม่ได้บอกว่า การกินกาแฟเป็นสาเหตุให้ลดอัตราตาย บอกเพียงแต่ว่ามีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันหรือตรงข้ามกันเท่านั้น

siri
โพสต์: 679
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: กาแฟเป็นประโยชน์หรือเป็นอันตรายกันแน่?

โพสต์ โดย siri » ศุกร์ พ.ย. 06, 2020 9:55 am

กาแฟ หนึ่งในเครื่องดื่มยอดนิยมที่หลายคนดื่มในยามเช้าหรือยามง่วงนอน เพื่อปลุกสมองให้ตื่นตัว คลายความเหนื่อยล้าทั้งทางกายและทางจิตใจ และนอกจากประโยชน์ที่คุ้นเคยกันนี้ เชื่อว่ากาแฟยังอาจมีประโยชน์ทางการแพทย์ด้านอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ป้องกันโรคพาร์กินสัน โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เก๊าท์ อัลไซเมอร์ หืด มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด และมะเร็งเต้านม เป็นต้น

กาแฟ

ทั้งนี้สรรพคุณทางการแพทย์และทางสุขภาพของกาแฟนั้นเชื่อว่ามาจากคาเฟอีน สารกระตุ้นที่พบได้สูงจากกาแฟที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง หัวใจ และกล้ามเนื้อ การศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของกาแฟในการป้องกันและรักษาโรคส่วนใหญ่จึงมุ่งไปที่สารคาเฟอีนในกาแฟเป็นหลัก โดยกาแฟสำเร็จรูปโดยทั่วไป 1 แก้วประกอบด้วยคาเฟอีนประมาณ 85-100 มิลลิกรัม แต่หากเป็นกาแฟชงสดจะมีคาเฟอีน 100-150 มิลลิกรัมต่อแก้ว ส่วนกาแฟที่ผ่านการลดคาเฟอีนนั้นก็ยังคงมีคาเฟอีนประมาณ 8 มิลลิกรัมต่อแก้ว ทั้งนี้กาแฟที่ผ่านกระบวนการคั่วจนเข้มจะมีคาเฟอีนน้อยกว่ากาแฟสีอ่อน

ประโยชน์ของกาแฟที่มีต่อสุขภาพ

ประโยชน์ที่น่าจะได้ผล (Likely effective)

เพิ่มความตื่นตัวของสมอง การดื่มกาแฟ ชา และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทั้งหลายตลอดวันดูเหมือนจะช่วยเพิ่มความตื่นตัวของร่างกายและสมอง ปลุกความสดชื่นให้สมองปลอดโปร่ง โดยหลายงานวิจัยชี้ว่าการได้รับคาเฟอีนสามารถช่วยเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าในระหว่างวัน เช่น การศึกษาหนึ่งที่ให้ผู้เข้าร่วมทดลองสุขภาพดีรับคาเฟอีน 250 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ตอน 9 โมงเช้าและบ่ายโมง เป็นเวลานาน 3 วัน ซึ่งพบว่าคาเฟอีนช่วยลดความง่วง เพิ่มความตื่นตัวและความจดจ่อในช่วงระหว่างวันได้ดี

นอกจากนี้กาแฟยังเป็นตัวเลือกของผู้ที่อดนอนหรือนอนไม่เต็มอิ่มในคืนก่อนแล้วยังต้องการความตื่นตัวในวันต่อไป มีการศึกษาประสิทธิภาพของการดื่มกาแฟในชายสุขภาพดีที่อดนอนเป็นเวลา 48 ชั่วโมง พบว่าคาเฟอีนช่วยเพิ่มความตื่นตัวและคลายความอ่อนล้าจากการอดนอนได้อย่างดี ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีการศึกษาพบว่าการผสมคาเฟอีนเข้ากับน้ำตาลเป็นเครื่องดื่มชูกำลังยังน่าจะช่วยเพิ่มความสามารถในการใช้ความคิดและการทำงานของสมองได้มากกว่าการได้รับกลูโคสหรือคาเฟอีนเพียงอย่างเดียว

ประโยชน์ที่อาจได้ผล (Possibly effective)

ป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคพาร์กินสัน ภาวะอาการที่ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวผิดปกติและมีอาการสั่นตามร่างกายที่ไม่สามารถควบคุมได้เนื่องจากการเสื่อมหรือเสียหายของเซลล์สมองชนิดนี้ งานวิจัยพบว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนอย่างกาแฟ ชา และน้ำอัดลมเป็นประจำนั้นมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคได้ การศึกษาหนึ่งที่สนับสนุนสรรพคุณข้อนี้ของคาเฟอีน ทดลองให้อาสาสมัคร 317 คนดื่มกาแฟและเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่มีคาเฟอีน ผลลัพธ์พบว่าการได้รับคาเฟอีนในปริมาณสูงมีความสัมพันธ์กับอัตราความเสี่ยงต่อโรคพาร์กินสันที่น้อยลงทั้งในเพศชายและเพศหญิง

ทั้งนี้จากงานวิจัยทั้งหมดที่มี ประสิทธิภาพของคาเฟอีนในการลดความเสี่ยงโรคพาร์กินสันในเพศชายจะขึ้นอยู่กับปริมาณกาแฟที่ได้รับ โดยการดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีน 3-4 แก้วต่อวันนั้นพบว่าช่วยให้ความเสี่ยงลดน้อยลงมาก แต่การดื่มเพียง 1-2 แก้วต่อวันก็ช่วยลดอัตราเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

สำหรับผู้หญิง ปริมาณคาเฟอีนที่ได้รับไม่ได้มีผลต่อระดับความเสี่ยงมากนัก โดยการดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีน 1-3 แก้วต่อวันจะให้ผลดีที่สุดในการรับมือกับโรคพาร์กินสัน นอกจากนี้ผลการศึกษาที่น่าสนใจยังพบว่าการดื่มกาแฟจะไม่มีผลต่อการลดโอกาสเสี่ยงจากโรคนี้ในผู้ที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ทั้งเพศชายและเพศหญิง

ป้องกันโรคนิ่วในถุงน้ำดี การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอย่างกาแฟอย่างน้อยวันละ 400 มิลลิกรัมดูเหมือนจะมีส่วนช่วยลดการเกิดโรคนี้ได้ โดยจากการศึกษาในผู้ที่ไม่เคยมีประวัติป่วยด้วยโรคนิ่วในถุงน้ำดีมาก่อนจำนวนหลายพันคน ปรากฏว่าความเสี่ยงต่อโรคทั้งชายและหญิงจะยิ่งลดลงเมื่อได้รับคาเฟอีนในปริมาณที่มากขึ้น โดยการดื่มกาแฟวันละ 800 มิลลิกรัม หรือเทียบเท่ากับกาแฟประมาณ 4 แก้วขึ้นไปต่อวันจะให้ผลดีในการป้องกันการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ดีที่สุด

ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง งานวิจัยหนึ่งที่มีผู้เข้าร่วมทดลอง 5,145 คน ดื่มกาแฟวันละ 1 หน่วยบริโภค วันละไม่เกิน 2 หน่วยบริโภค วันละ 2-2.5 หน่วยบริโภค หรือวันละ 2.5 หน่วยบริโภคขึ้นไป ผลการศึกษาชี้ว่าปริมาณการดื่มกาแฟที่มากขึ้นจะยิ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง และยังมีบางงานวิจัยที่กล่าวแนะนำประสิทธิภาพของกาแฟต่อการป้องกันโรคนี้ว่าการรับประทานกาแฟวันละ 3 แก้วอาจช่วยลดโอกาสเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงได้อย่างมีนัยสำคัญ

ทว่าผลการศึกษาที่เป็นไปในทางตรงข้ามก็มีเช่นกัน โดยมีการรวบรวมข้อมูลที่เกิดขึ้นก่อนหน้างานวิจัยข้างต้น ผลสรุปว่าการบริโภคกาแฟหรือชาที่มีคาเฟอีนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง แต่การบริโภคกาแฟที่ผ่านการลดคาเฟอีนแล้วต่างหากที่มีความสัมพันธ์กับอัตราการเกิดโรคที่ลดลง ผลการศึกษาเกี่ยวกับสรรพคุณในด้านนี้ของกาแฟจึงยังมีความขัดแย้งและไม่อาจสรุปได้ชัดเจน

ป้องกันโรคเบาหวาน จากการศึกษาประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กาแฟอาจมีส่วนช่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ เช่น งานวิจัยหนึ่งที่ศึกษากับผู้ที่ไม่มีโรคเบาหวาน มะเร็ง หรือโรคหัวใจและหลอดเลือด แล้วพบว่าการดื่มกาแฟในระยะยาวมีส่วนช่วยยับยั้งการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างมีนัยสำคัญ หรือการทดลองในกลุ่มผู้ที่เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ที่พบว่าการดื่มกาแฟโดยไม่ใส่น้ำตาลหรือครีมเทียมอย่างน้อยวันละ 3 ครั้งต่อวันให้ผลดีที่สุดในการป้องกันการเกิดโรคเบาหวานในกลุ่มที่เสี่ยงต่อโรค

ทั้งนี้การศึกษาเกี่ยวกับการใช้กาแฟป้องกันโรคเบาหวานที่มีนั้นยังพบว่าปริมาณที่ให้ผลดีมีความแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มประเทศ เช่น จากการศึกษาในชาวญี่ปุ่น ผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 3 แก้วขึ้นไปจะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ลดลง 42 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับผู้ที่ดื่มกาแฟเพียงวันละ 1 แก้วหรือน้อยกว่า หรือในยุโรปที่พบว่าการรับประทานกาแฟวันละ 5-6 แก้วจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานในเพศชาย 30 เปอร์เซ็นต์ และเพศหญิง 61 เปอร์เซ็นต์ กาแฟจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนี้ได้อย่างไร ควรรับประทานเท่าใดจึงจะปลอดภัยนั้นยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

ประโยชน์ที่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอจะระบุประสิทธิภาพ

ป้องกันโรคเก๊าท์ บางงานวิจัยแนะนำว่าการดื่มกาแฟอาจช่วยป้องกันการเกิดโรคเก๊าท์ได้ การศึกษาหนึ่งที่สนับสนุนคุณประโยชน์ด้านนี้ของกาแฟทำการทดลองในหญิงและชายจำนวนมาก โดยแบ่งกลุ่มให้ดื่มกาแฟปกติที่มีคาเฟอีน กาแฟที่ผ่านการลดคาเฟอีน ชา และคาเฟอีนอย่างเดียว เป็นเวลานานกว่า 4 ปี ปรากฏว่าการบริโภคกาแฟในระยะยาวมีส่วนช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคเก๊าท์ได้ และพบว่าส่งผลให้ระดับกรดยูริกซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคลดต่ำลง

ทั้งนี้จากการศึกษาไม่พบว่าการดื่มชาหรือคาเฟอีนเพียงอย่างเดียวมีคุณสมบัติป้องกันโรคเก๊าท์ แต่เมื่อเทียบระหว่างกาแฟที่มีคาเฟอีนกับกาแฟที่ผ่านการลดคาเฟอีนแล้ว กาแฟที่มีคาเฟอีนยังคงให้ผลดีกว่าอยู่ดี อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของกาแฟในด้านนี้ยังนับว่ามีข้อมูลไม่เพียงพอ ทำให้ไม่อาจยืนยันประสิทธิภาพของการรักษาได้แน่ชัด

ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ มีการกล่าวถึงสรรพคุณของคาเฟอีนต่อการชะลอภาวะสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์กันมาก การดื่มกาแฟจะให้ผลดีจริงหรือไม่นั้นก็ยังไม่ทราบแน่ชัด เนื่องจากยังมีการทดลองในด้านนี้ไม่มากนัก ทั้งนี้ได้มีการทบทวนการศึกษาที่ผ่านมา ซึ่ง 3 ใน 5 ให้การสนับสนุนประโยชน์ของกาแฟในการป้องกันภาวะสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์ แต่ 2 ใน 3 งานนั้นเป็นการศึกษาโดยใช้ชาผสมกับกาแฟ ซึ่งคุณประโยชน์ของชาในด้านนี้ก็ยังคลุมเครืออยู่เช่นกัน ส่วนงานวิจัยเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของกาแฟและโรคนี้โดยตรง กล่าวว่าการดื่มกาแฟวันละ 3-5 แก้วตั้งแต่ในช่วงวัยกลางคนอาจมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ในวัยสูงอายุที่ลดลงประมาณ 65 เปอร์เซ็นต์

ลดอาการปวดศีรษะและไมเกรน หนึ่งในคำแนะนำสำหรับวิธีบรรเทาอาการปวดศีรษะที่อาจเคยได้ยินบ่อยครั้งก็คือการดื่มกาแฟ สาเหตุอาจมาจากการที่คาเฟอีนนั้นมักถูกใช้เป็นส่วนผสมในยาบรรเทาอาการปวดบางชนิด โดยอาจช่วยให้ยามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ทว่าการรับประทานกาแฟที่มีคาเฟอีนนั้นจะช่วยให้หายจากอาการปวดศีรษะได้จริงอย่างที่เชื่อกันหรือไม่ ทางวิทยาศาสตร์เองยังไม่พบคำตอบในเรื่องนี้ ตรงกันข้าม ยังคาดว่าคาเฟอีนอาจเป็นตัวการให้เกิดอาการปวดศีรษะเสียเองได้เช่นกัน

ลดความตึงเครียด ว่ากันว่าการดื่มกาแฟช่วยลดความตึงเครียด แต่หลักฐานการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสรรพคุณลดความเครียดของกาแฟนั้นไม่ยังไม่พบแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ชี้ว่าการได้รับคาเฟอีนอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้าในเด็กชั้นมัธยมอีกด้วย

ดีต่อสุขภาพหัวใจ ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่ากาแฟให้คุณหรือให้โทษต่อหัวใจกันแน่ โดยเชื่อว่าในกาแฟนั้นอาจมีสารที่สามารถให้ทั้งประโยชน์และโทษต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด บางงานวิจัยกล่าวว่ากาแฟอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และอีกหลาย ๆ งานที่แนะนำว่าการดื่มกาแฟในปริมาณปานกลางสามารถป้องกันการเกิดโรคนี้ได้ นักวิจัยบางคนจึงคาดว่ากาแฟอาจประกอบด้วยสารอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น

ควบคุมน้ำหนัก กล่าวกันว่ากาแฟสามารถช่วยลดน้ำหนัก ลดความอ้วนได้ สำหรับประโยชน์ของกาแฟในด้านนี้ มีการศึกษาบางงานที่แนะนำว่าการดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทุกวันอาจมีส่วนช่วยควบคุมและลดน้ำหนัก หรือในอีกงานวิจัยหนึ่งที่พบว่ากาแฟหรือคาเฟอีนในกาแฟอาจไปช่วยกระตุ้นอัตราการเผาผลาญและส่งผลให้ทั้งผู้ที่มีน้ำหนักปกติและผู้ที่มีภาวะอ้วนมีน้ำหนักตัวลดลงได้ อย่างไรก็ตาม การศึกษาเหล่านี้ยังเป็นเพียงงานวิจัยที่ทดลองในคนจำนวนไม่มากและมีข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ยังเชื่อถือได้ไม่มากพอ

รักษาโรคหืด อีกคุณประโยชน์ของกาแฟที่ยังเป็นที่สงสัยว่าจะมีประสิทธิภาพต่อการรักษาได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งจากการศึกษาที่รวบรวมงานวิจัยด้านนี้ พบว่าคาเฟอีนอาจช่วยให้การทำงานของระบบทางเดินหายใจในผู้ป่วยโรคนี้ดีขึ้นได้ปานกลางนานถึง 4 ชั่วโมง และอาจต้องแนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงการได้รับคาเฟอีนก่อนการตรวจการทำงานของปอดเป็นเวลาอย่างน้อย 4 ชั่วโมง เนื่องจากคาเฟอีนอาจทำให้ผลลัพธ์การตรวจคลาดเคลื่อนได้ คาดว่าหากในอนาคตมีการศึกษาเพิ่มเติมคงได้ทราบกันว่ากาแฟส่งผลดีต่อผู้ป่วยโรคหืดจริงหรือไม่

รักษาโรคตับ การดื่มกาแฟอาจยังให้ผลดีต่อผู้ป่วยโรคตับ โดยมีการทบทวนงานวิจัยที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ จากการสรุปข้อมูลที่พบในปัจจุบัน งานวิจัยบางงานกล่าวว่าการดื่มกาแฟอาจมีความสัมพันธ์กับระดับเอนไซม์ตับและผลตรวจการทำงานของตับที่ดียิ่งขึ้นในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคตับทั้งหลาย

ส่วนการดื่มกาแฟในผู้ป่วยโรคตับเรื้อรังนั้นอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับแข็ง ลดอัตราการเกิดเซลล์มะเร็งตับ และการเสียชีวิตในผู้ป่วยโรคตับแข็ง นอกจากนี้ ด้านการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซี กาแฟก็อาจมีประโยชน์ในการช่วยให้ผลการรักษาระยะยาวดีขึ้น ทว่าผลการศึกษาทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ากาแฟจะมีประโยชน์ทางการแพทย์มากพอที่จะนำมารักษาผู้ป่วยโรคตับได้

ประโยชน์ที่อาจไม่ได้ผล

การป้องกันโรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร จากความเชื่อที่ว่ากาแฟอาจช่วยป้องกันโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในส่วนต่าง ๆ ของระบบย่อยอาหาร เช่น มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งในกระเพาะอาหาร การพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่พบว่าการดื่มกาแฟหรือชาจะช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งเหล่านี้ได้ ส่วนใหญ่พบว่าการดื่มชาหรือกาแฟไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอัตราการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร หรือมะเร็งหลอดอาหารแต่อย่างใด

การป้องกันมะเร็งเต้านม ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมะเร็งเต้านมของกาแฟอาจไม่เป็นจริง โดยการศึกษาส่วนใหญ่ไม่พบความสัมพันธ์ของอัตราการเกิดโรคนี้ที่ลดลงในผู้ที่บริโภคกาแฟ ดังงานวิจัยหนึ่งที่เผยว่าการดื่มกาแฟไม่ได้ส่งผลให้อัตราความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมในหญิงจำนวน 38,432 คนลดลงจากเดิม

ผลข้างเคียงจากการดื่มกาแฟ

ผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีสามารถดื่มกาแฟได้โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ทั้งนี้การดื่มกาแฟก็เช่นเดียวกับอาหารหรือสมุนไพรอื่น ๆ ที่อาจมีผลข้างเคียงหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้เมื่อรับประทานเกินพอดี โดยเฉพาะเมื่อใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์บางประการหรือดื่มร่วมกับยาบางชนิด ผู้ใช้จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อความปลอดภัยและพึงระมัดระวังดังนี้

กาแฟประกอบด้วยสารคาเฟอีนที่สามารถก่อให้เกิดอาการนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย กระวนกระวาย อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่ และผลข้างเคียงอื่น ๆ
การดื่มกาแฟในปริมาณมากอาจทำให้ปวดศีรษะ กระสับกระส่าย วิตกกังวล ได้ยินเสียงดังในหู หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะได้
การได้รับกาแฟวันละ 6 แก้วอาจทำให้เกิดการเสพติดกาแฟ ซึ่งอาจส่งผลให้มีอาการวิตกกังวลหรือกระสับกระส่าย
การดื่มกาแฟจนติดเป็นเป็นนิสัยอาจส่งผลให้ขาดกาแฟไม่ได้ และอาจมีอาการที่เกิดจากการขาดคาเฟอีนหากเลิกดื่มกาแฟอย่างฉับพลัน
กาแฟที่ชงแบบไม่กรองอาจมีปริมาณคอเลสเตอรอล ไขมันชนิดไม่ดี และระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์โดยรวมมากกว่ากาแฟชนิดอื่น ซึ่งจะยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ทางที่ดีจึงควรดื่มกาแฟชงแบบกรองเพื่อลดคอเลสเตอรอลเหล่านี้
มีข้อกังวลว่าการดื่มกาแฟมากกว่า 5 แก้วต่อวันอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคหัวใจ แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้ป่วยด้วยโรคหัวใจนั้น การดื่มกาแฟหลาย ๆ แก้วต่อวันไม่ได้เป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจแต่อย่างใด
เป็นที่กังวลเช่นกันว่าการดื่มกาแฟเป็นครั้งคราวอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้ในบางคน นอกจากนี้ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจสูงและดื่มกาแฟทุกวันแต่ไม่เกินวันละ 1 แก้วยังอาจมีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันสูงขึ้นเช่นกัน โดยจะเกิดขึ้นภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากการดื่มกาแฟ ในขณะที่ผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำในปริมาณที่มากกว่านั้นดูเหมือนจะไม่มีความเสี่ยงต่อภาวะนี้
การใช้กาแฟสวนทางทวารอาจไม่ปลอดภัย เพราะสามารถเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงตามมาจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
บุคคลที่ควรระมัดระวังในการดื่มกาแฟ

หญิงที่ตั้งครรภ์ควรได้รับคาเฟอีนไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่ากับกาแฟสำเร็จรูปไม่เกิน 2 แก้ว หรือเท่ากับกาแฟชงสด 1 แก้ว หากได้รับกาแฟมากกว่านี้อาจเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการแท้งบุตร คลอดก่อนกำหนด และทารกมีน้ำหนักตัวแรกคลอดน้อยได้ โดยยิ่งได้รับกาแฟมากเท่าใดก็ยิ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้น
การดื่มกาแฟวันละ 1-2 แก้วดูเหมือนจะไม่เป็นอันตรายสำหรับแม่ที่ต้องให้นมบุตรและทารก แต่การดื่มกาแฟในปริมาณมากอาจส่งผลต่อระบบย่อยอาหารของทารก อีกทั้งทำให้เด็กนอนไม่หลับและเกิดอาการหงุดหงิดฉุนเฉียวได้
การให้เด็กดื่มกาแฟอาจไม่ปลอดภัย เพราะอาจมีผลข้างเคียงจากการดื่มที่รุนแรงมากกว่าในผู้ใหญ่
ผู้ป่วยโรควิตกกังวลอาจมีอาการวิตกกังวลที่แย่ลงได้จากการดื่มกาแฟ
ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการมีเลือดออกผิดปกติ การดื่มกาแฟอาจยิ่งทำให้อาการแย่ลงได้
การดื่มกาแฟต้มจะยิ่งทำให้ได้รับคอเลสเตอรอลและไขมันชนิดอื่น ๆ ในเลือดสูงขึ้น รวมถึงระดับโฮโมซีสเตอีน (Homocysteine) ในร่างกายที่อาจจะสัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจ และยังมีงานวิจัยที่ชี้ว่าการดื่มกาแฟนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน
บางงานวิจัยแนะนำว่าสารคาเฟอีนที่มีอยู่ในกาแฟอาจส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยมีรายงานว่ากาแฟอาจไปเพิ่มหรือลดระดับน้ำตาลในเลือดก็ได้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงควรใช้กาแฟอย่างระมัดระวังและหมั่นตรวจระดับน้ำตาลในเลือด
การดื่มกาแฟอาจส่งผลให้ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงอยู่แล้วมีระดับความดันโลหิตสูงยิ่งขึ้น ทั้งนี้ผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำอยู่แล้วอาจได้รับผลกระทบนี้น้อยกว่า
ผู้ป่วยโรคต้อหินไม่ควรดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีน เพราะอาจทำให้ความดันภายในดวงตาสูงขึ้น โดยจะเพิ่มขึ้นตั้งแต่ภายใน 30 นาทีแรกและคงอยู่อย่างน้อย 90 นาที
การดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีนอาจทำให้แคลเซียมถูกขับออกทางปัสสาวะมากขึ้นจนกระดูกอ่อนแอลง ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนจึงควรจำกัดปริมาณการดื่มกาแฟในแต่ละวันไม่ให้เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน หรือประมาณ 2-3 แก้ว และอาจรับประทานแคลเซียมเสริมเพื่อทดแทนแคลเซียมที่สูญเสียไป
ผู้ที่มีอาการท้องเสียหรือมีโรคลำไส้แปรปรวนอยู่แล้วไม่ควรรับประทานกาแฟ เพราะสารคาเฟอีนในกาแฟอาจทำให้อาการท้องเสียหรืออาการของโรคแย่ลงกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อได้รับในปริมาณมาก
หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีโรคความผิดปกติเกี่ยวกับการทำงานของวิตามินดีได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ควรระมัดระวังในการดื่มกาแฟเป็นพิเศษ
ปฏิกิริยาของกาแฟกับยารักษาโรค

ห้ามดื่มกาแฟร่วมกับยาเอฟีดรีน (Ephedrine) เพราะยาชนิดนี้มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทเช่นเดียวกับกาแฟ การรับประทานควบคู่กันอาจเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงและมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจได้ ทั้งนี้ยังรวมถึงผลิตภัณฑ์ใด ๆ ก็ตามที่ประกอบด้วยเอฟีดรีน
ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับกาแฟ เพราะแอกอฮอล์อาจกระตุ้นให้ร่างกายย่อยคาเฟอีนรวดเร็วขึ้น ส่งผลให้มีสารคาเฟอีนในเลือดมากเกินไปจนได้รับผลข้างเคียงอย่างอาการสั่นกระตุก ปวดศีรษะ และหัวใจเต้นเร็ว
ยาที่ควรระมัดระวังเมื่อใช้ร่วมกับกาแฟ ได้แก่ ยาอะดีโนซีน อะเลนโดรเนท โคลซาปีน ไดไพริดาโมล ไดซัลฟิแรม เอสโตรเจน ฟลูวอกซามีน เลโวไทรอกซีน ลิเทียม ยาต้านซึมเศร้ากลุ่ม MAOIs ยาต้านซึมเศร้ากลุ่มไตรไซคลิก เพนโทบาร์บิทอล ฟีโนไทอาซีนทีโอฟิลลีน เวอราปามิล ยากระตุ้นระบบประสาท ยาต้านการแข็งตัวของเลือด และยาปฏิชีวนะ
ปริมาณการดื่มกาแฟที่ปลอดภัย

ปริมาณกาแฟที่ใช้รักษาโรคชนิดต่าง ๆ ตามที่มีการศึกษาวิจัยในปัจจุบันและพบว่าใช้ได้อย่างปลอดภัย มีดังนี้

การรักษาอาการปวดศีรษะ ดื่มกาแฟวันละ 250 มิลลิกรัม หรือประมาณ 2 แก้ว
การเพิ่มความรู้สึกตื่นตัว ดื่มกาแฟวันละ 250 มิลลิกรัม หรือประมาณ 2 แก้ว
การป้องกันโรคพาร์กินสัน ดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีนวันละ 3-4 แก้ว โดยแต่ละงานวิจัยใช้กาแฟที่มีคาเฟอีนประมาณ 421-2,716 มิลลิกรัม แต่การดื่มประมาณ 124-208 มิลลิกรัม หรือประมาณ 1-2 แก้วก็อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคพาร์กินสันได้อย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน ทั้งนี้สำหรับผู้หญิงควรรับประทานประมาณวันละ 1-3 แก้วจะให้ผลดีที่สุด
การป้องกันโรคนิ่วในถุงน้ำดี ได้รับคาเฟอีนในปริมาณวันละ 400 มิลลิกรัมขึ้นไป หรือเทียบเท่ากับกาแฟมากกว่า 2 แก้ว อย่างไรก็ตาม การดื่มกาแฟอย่างน้อยวันละ 800 มิลลิกรัมนั้นน่าจะมีประสิทธิภาพดีที่สุด

siri
โพสต์: 679
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: กาแฟเป็นประโยชน์หรือเป็นอันตรายต่อหัวใจกันแน่?

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ พ.ย. 08, 2020 11:21 pm

กิน Energy Gel ใส่ คาเฟอีนแล้วดีด!!!

Energy gel คือ สารที่ให้พลังงาน ในรูปคาร์โบไฮเดตร ดูดซึมเร็ว ย่อยเร็ว ใช้เป็นพลังงานสำรอง สำหรับกีฬาที่กินเวลานานๆ
Caffeine ใส่ลงใน Energy Gel เพื่อ ให้ดีดขึ้น มีการตื่นตัว Focus การออกกำลังได้มากขึ้น คึกขึ้น ถ้าใครเคยกินจะติดใจ เหมือนมีพลังก๊อก สอง สาม
ผู้ใหญ่สามารถ กิน คาเฟอีนได้ 400 mg ต่อวันอย่างปลอดภัย

การกินคาเฟอีนที่ปริมาณไม่เกินกำหนด ยังไม่พบว่าทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ง่ายขึ้น ทั้งคนปกติและคนที่มีโรคหัวใจ
ส่วนอาการใจสั่นเกิดได้ แต่การใจสั่นบางครั้งไม่ใช่หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นจากหัวใจที่เต้นแรงและเร็วขึ้นได้

คาเฟอีน อาจทำให้ความดันขึ้นได้เล็กน้อย 5-10 mmHg ในคนที่ไม่ได้กินคาเฟอีนเป็นประจำ แต่เวลาออกกำลัง ความดันเราขึ้นไปได้สูงมาก กว่า 10 mmHg เยอะมาก
คาเฟอีนในรูปแบบ Energy Gel ทั่วไปในท้องตลาด มีปริมาณ คาเฟอีน 10 -50 mg ต่อซอง เท่านั้น ถ้ากินให้ถึง Limit คือต้องกินไป 8 ซอง หรือได้คาเฟอีนไป 400 mg
การกินคาเฟอีน ทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น โดยเฉพาะ ที่ขนาด 250 mg ขึ้นไป ในระยะเวลาสั้นๆ
เท่าที่ทราบ ใน​ อย​ ประเทศไทย ยังไม่อนุญาติ Energy Gel ที่ใส่ คาเฟอีนเพิ่มเข้าไปต่างหากได้ ผู้ผลิตเลยต้องทำเป็นรูปรสกาแฟ หรือชาแทน ซึ่งมีส่วนผสมคาเฟอีนอยู่แล้ว
ส่วน​ Energy gel ตปท​ ที่มีคาเฟอีนเลยขายไม่ได้

คาเฟอีน มีอยู่ในเครื่องดื่มอีกมากมาย อาทิ น้ำอัดลม หลายชนิด ชา Chocolate หรือพวก Energy drink โดยตรง การแข่งขันกีฬา Endurance ในต่างประเทศ อาทิ Ironman จึงมี ซุ้ม โค้ก หรือ พวก Energy Drink ในช่วงวิ่ง
ถ้าจะแนะนำ คาเฟอีนเจล ก็คงบอกว่ากินได้ แต่ต้องลองกินก่อนแข่ง ว่ามีใจสั่นไหม Dose ไม่ให้เกิน 250 mg เพราะไม่อยากให้โดน Side effect ปัสสาวะบ่อยขึ้น ทำให้ Dehydrate ขาดน้ำง่ายขึ้น รวมถึงเสียเกลือแร่

ส่วนตัว จะไว้กิน ตอน เริ่มล้าๆ ทางใจ แต่เห็นเส้นชัยข้างหน้าแล้ว เช่น 1-2 ชม ก่อนเข้าเส้น มันจะทำให้เราดีดขึ้น แต่ไม่อยากให้กินตั้งแต่เริ่ม เพราะเมื่อไหร่หมดฤทธิ์ คาเฟอีน ความคึกจะหายไป ความดีดจะหายไป ก็ต้องคอยเติมอีกเรื่อยๆ จนอาจจะเยอะเกินไปได้ ถ้ากีฬานั้นแข่งยาว
คาเฟอีนไม่ได้ทำให้เร็วขึ้น​ ไม่ได้ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น​ แต่ทำให้ดีดขึ้นชั่วคราวครับ​ ไม่ต้องกินก็เร็วได้

หมอแอร์

siri
โพสต์: 679
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: กาแฟเป็นประโยชน์หรือเป็นอันตรายต่อหัวใจกันแน่?

โพสต์ โดย siri » พฤหัสฯ. ธ.ค. 10, 2020 10:57 am

[ประเด็นเด็ดจากเว็บดัง] เกี่ยวกับการถอนกาแฟ
กระทู้ - ปกติกินเพราะช่วยให้ไม่ง่วง แต่ผมไม่ได้กินแบบเยอะกินบ้างเป็นบางครั้ง แต่ผมสงสัยว่า พอดีคนรอบข้างผมเค้าบอกว่าถ้าวันไหนไม่ได้กิน จะรู้สึกซึมๆ หรือปวดหัว บางคนก็กินวันละ 3 แก้ว แบบนี้มันจะเป็นอันตรายไหมคับ
ท่าน A - ผมเป็นครับ มันเหมือนติดอะ แต่ผมก็ปกติไม่เกินวันนึง2แก้ว นอกจากคืนไหนทำงานดึกก็3 แต่พยายามลดอยู่ วันไหนไม่ได้กิน หาวทั้งวัน มันจะรู้สึกไม่ค่อยสดชื่นเท่าไหร่
ท่าน B - ผมไม่ได้กินกาแฟเข้มอะไรนะ แต่ถ้าวันไหนไม่ได้กินคือปวดหัว ไม่ค่อยกระตือรือร้นเท่าไหร่
ท่าน C - ผมพยายามจำกัดกินวันนะ1เวลาพอ ก็คือตอนเช้า ถ้าเลยเวลาไปแล้วจะปวดหัวตับๆ ต่อให้กินตามหลังก็จะไม่ช่วยเท่าไหร่
ท่าน D - อะไรที่เรากินมันเป็นRoutineมันติดได้หมดละครับ ไม่ว่าจะเป็นยานอนหลับ ยาแก้ปวด กาแฟก็เหมือนกัน อาการไมเกรนขึ้นก็คืออาการขาดกาเฟอีนนั้นละครับ เหมือนติดบุหรี่ ติดเหล้าตามที่หลายเม้นบอกเลย ถ้าจะเลิกก็ต้องใช้เวลา
ท่าน E - ผมว่ามันคือการเสพติดคาเฟอีนนะครับ ก็เหมือนติดเหล้าติดบุหรี่ คือถ้าจะเลิก ควรค่อยๆเลิก กินให้น้อยลงๆๆๆ ไปเรื่อยๆ สำหรับผม ผมเคยกินวันละ 3 แก้วทุกวัน เช้า บ่าย เย็น จนถึงตอนนึงที่รู้สึกว่า เริ่มใจสั่น จนนอนไม่ค่อยหลับ (เข้าใจว่าคงประกอบกับหลายๆเรื่อง เช่นเครียด ออกกำลังกายน้อย) ผมก็เลยตัดสินใจลดให้เหลือวันละ 1-2 แก้วครับ โดยถ้าผมรู้สึกไม่ค่อยโอเค ก็จะกินชาแทนครับ ก็จะพอทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นบ้าง
สนทนา (discussion)
กาแฟ (คาเฟอีน) เป็นหนึ่งในสารที่กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง (CNS) ซึ่งแตกต่างจากสารออกฤทธิ์กระตุ้นอื่นๆ คือ หาซื้อได้ทั่วไปและถูกกฏหมาย….. ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นประจำอาจเกิดการพึ่งพาทางร่างกายอารมณ์และจิตใจและอาจมีอาการถอนคาเฟอีนหลังจากหยุดดื่มหรือลดคาเฟอีนอย่างกะทันหัน…..โดยอาการถอนคาเฟอีนนั้นมักไม่หนักหนาสาหัส แต่มักมีอาการที่ออกไปทางล้า อ่อนเพลีย ปวดเมื้อย วิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้า ความผิดปกติของอารมณ์การนอนไม่หลับ อาการแบบนี้และภาวะถอนคาเฟอีนมักจะถูกมองข้ามไป
เนื่องจากอาการถอนคาเฟอีนไม่ชัดเจนจึงไม่ไม่ทราบอุบัติการณ์ที่แท้จริง…..มีรายงานว่าในอเมริกาเหนือ 80% ถึง 90% ของผู้ใหญ่ทั้งหมดใช้คาเฟอีนเป็นประจำ แหล่งที่มาของคาเฟอีนที่สำคัญในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ กาแฟชาและน้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง…..ปริมาณเฉลี่ยต่อวันในสหรัฐอเมริกา คือ 280 มก. ซึ่งเท่ากับกาแฟประมาณหนึ่งหรือสองแก้วหรือน้ำอัดลมสามถึงห้าแก้ว…..อย่างไรก็ตาม ปริมาณรวมไม่เกิน 400 มก. ต่อวันเป็นระดับที่ปลอดภัยที่ยอมรับได้….แต่ไม่มีปริมาณชัดเจนที่จะบอกว่าขนาดเท่าไหร่หยุดแล้วถึงเกิดภาวะถอนคาเฟอีน
กาแฟ(คาเฟอีน) เป็นสารต้านต่อตัวรับอะดีโนซีน (adenosine antagonist receptor - ต้านตัวรับสารล้าตามธรรมชาติ)…..ทำให้ไม่เกิดอาการเพลีย ล้า (จริงๆ คือ ลดการง่วงนอน) แต่ผู้ที่บริโภคคาเฟอีนเป็นประจำจะเพิ่มจำนวนตัวรับอะดีโนซีนในระบบประสาทส่วนกลาง (CNS) และไวต่อผลการกระตุ้นหรือการขาดของอะดีโนซีน…..เทียบกับ สารกระตุ้นสมองอื่นๆ เช่น ยาบ้า (amphetamine) หรือ โคเคน (cocaine) ก็มีสารต้านอะดีโนซีนเหมือนกัน แต่นอกจากนั้น ยาบ้าและโคเคน ยังกระตุ้นการทำงานของโดปามีนเนอร์จิกในนิวเคลียสแอคคัมเบน (nucleus accumben) ซึ่งจะทำให้เกิดการกระตุ้นระบบรางวัลในสมองทำให้เกิดอาการเสพย์ติดและอาการถอนที่รุนแรงกว่ามาก…..อย่างไรก็ตามคาเฟอีนไม่ได้กระตุ้นการปลดปล่อยโดปามีนในนิวเคลียสแอคคัมเบนส์โดยตรง แต่คาเฟอีนกระตุ้นให้มีการปลดปล่อยโดปามีนในบริเวณสมองส่วนหน้าซึ่งช่วยกระตุ้นระบบประสาทสั่งการทำให้การถอนคาเฟอีนนั้นมีผลต่อความเร็วการคิดการตอบสนองได้เช่นกัน
คาเฟอีนถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วหลังดื่มเข้าไปในระยะเวลา 30-45 นาที และค่อยๆเพิ่มในระดับเลือดในระยะเวลา 30-120 นาที คาเฟอีนถูกเผาผลาญโดยตับและถูกขับออกทางไตทางปัสสาวะ มันถูกกำจัดออกไปอย่างรวดเร็วโดยมีครึ่งชีวิตปกติอยู่ที่ 4-6 ชั่วโมง กว่าฤทธิ์ของคาเฟอีนจะหมดจะใช้เวลาประมาณ 4-9 ชั่วโมงหลังดื่ม (ขึ้นอยู่กับความแรงและขนาด) และกว่าคาเฟอีนจะหมดจากสมองจริงๆอาจนานถึง 16-20 ชั่วโมง
อาการและอาการแสดงของการถอนคาเฟอีน…..เนื่องจากความแรง และปริมาณการดื่ม การตอบสนองต่อระบบประสาทในแต่ละคนก็แตกต่างกัน ทำให้ความรุนแรงของอาการถอนจะแตกต่างกัน อาการ ได้แก่ ปวดศีรษะ (พบได้มากกว่า 50%) อ่อนเพลีย ความกระตือรือร้นลดลง ความตื่นตัวลดลงง่วงซึมลดลงอารมณ์หดหู่ สมาธิลดลง อุบัติการณ์หรือความรุนแรงของอาการถอนสามารถเพิ่มขึ้นได้ในแต่ละวัน *** การลดปริมาณก็ทำให้เกิดอาการถอนได้เหมือนกัน เช่น จากทานสองถึงสามแก้วลดเหลือหนึ่งแก้วต่อวัน…..โดยทั่วไปอาการจะเริ่มใน 12 ถึง 24 ชั่วโมงหลังการหยุดคาเฟอีนโดยจะสูงสุดที่ 20–51 ชั่วโมงและอาจนานถึงสองถึงเก้าวัน
- อาการแสดงอื่นๆของการถอนคาเฟอีน ได้แก่ : ความบกพร่องทางพฤติกรรมและประสิทธิภาพการรับรู้, ความดันโลหิตลดลงหรือเพิ่มขึ้น, การเคลื่อนไหวของร่างกายลดลง, อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น, การสั่นของมือ, การขับปัสสาวะที่เพิ่มขึ้น, การล้างผิวหนัง, อาการคล้ายไข้หวัด, คลื่นไส้ / อาเจียน, ท้องผูก, ความตึงของกล้ามเนื้อ, ปวดข้อและปวดท้อง
- อย่างไรก็ตามการวินิจฉัยจะต้องแยกจากโรคหรือภาวะอื่นๆ เช่น ปวดศีรษะจากสาเหตุอื่น การติดเชื้อ การพักผ่อนไม่เพลียพอ โรคปวดกล้ามเนื้ออื่นๆ ภาวะทางจิตใจ และ ยาอื่นๆ เป็นต้น
การรักษาและการจัดการ…..ในรายที่ต้องการจะลด ละ เลิกต้องค่อยๆลดขนาดทีละน้อยเพื่อป้องกันการถอนคาเฟอีน…..การค่อยๆปรับเพิ่มการดื่ม….การพักผ่อนโดยการนอนจะช่วยลดอาการได้…..ส่วนอาการอื่นๆ ก็รักษาตามอาการ เช่น ทานยาแก้ปวดศีรษะเป็นต้น…..ส่วนใหญ่การถอนคาเฟอีนมักมีอาการได้ตั้งแต่ 2 – 7 วัน แต่บางครั้งอาจนานได้ถึง 2 – 4 สัปดาห์…..ในรายที่มีอาการเรื้อรังมีรายงานการใช้ยาปรับสารสื่อประสาทซีโรโทนินในการช่วยปรับลดอาการ (SSRI) ***ถ้าอาการเยอะหรือกลับไปทานกาแฟแล้วยังไม่ดีขึ้นควรหาสาเหตุอื่น (โดยเฉพาะการพักผ่อนไม่เพียงพออยูแล้ว)
สรุป การถอนกาแฟ (คาเฟอีน) ไม่รุนแรงครับ สามารถหายเองได้ ถ้าพักผ่อนพอ ในรายที่สงสัยสามารถรักษาโดยค่อยๆกลับไปรับประทานกาแฟ แต่ถ้าในรายที่ตั้งใจลดต้องค่อยๆลด ในรายที่มีอาการถอนระยะยาวให้แยกสาเหตุอื่นๆ โดยเฉพาะพักผ่อนไม่เพียงพอ และอาจพิจารณายาปรับสารสื่อประสาทซีโรโทนินในการช่วยปรับลดอาการ (SSRI)
Reference
- Harstad E, Sideridis G, Sherritt L, Shrier LA, Ziemnik R, Levy S. Concurrent Validity of Caffeine Problems and Diagnostic Criteria for Substance Use Disorders. J Caffeine Res. 2016 Dec 01;6(4):141-147.
- Addicott MA. Caffeine Use Disorder: A Review of the Evidence and Future Implications. Curr Addict Rep. 2014 Sep;1(3):186-192.
- Juliano LM, Griffiths RR. A critical review of caffeine withdrawal: empirical validation of symptoms and signs, incidence, severity, and associated features. Psychopharmacology (Berl). 2004 Oct;176(1):1-29.
- Szopa A, Doboszewska U. Chronic treatment with caffeine. Toxicol Appl Pharmacol. 2017 Dec 15;337:95-103
Neurologist P

siri
โพสต์: 679
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: กาแฟเป็นประโยชน์หรือเป็นอันตรายต่อหัวใจกันแน่?

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ ม.ค. 10, 2021 12:46 pm

ดื่มกาแฟอย่างมีมิติ
.
จะดื่มทั้งทีก็ต้องมีนโยบายกันหน่อย เพราะอันที่จริงคาเฟอีนนั้นก็เป็นคล้ายยาเพิ่มสมรรถภาพทางกีฬาที่ถูกกฎหมายและแพร่หลายที่สุดแล้ว
ซึ่งถ้าดื่มเยอะไปก็มีผลเสีย แต่ทำไมเราจึงดื่มกัน
.
ก็เป็นที่รู้กันว่า คาเฟอีนนั้นได้รับการพูดถึง ในด้านดีเช่น ช่วยลดความเสี่ยงของเบาหวานประเภทสอง ช่วยให้สมองเราตื่นตัว และกลุ่มคนที่ต้องใช้สมองเยอะ เช่นนักเขียน หมอ โดยเฉพาะหมอที่ต้องเข้าเวรดึก ต้องใช้ cognitive output คือต้องใช้สติปัญญาในการไตร่ตรองมาก เป็นระยะเวลานาน ก็มักจะพึ่งกาแฟกัน
.
อันที่จริงเมล็ดกาแฟ ก็มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อ quinines อยู่มากซึ่งมีหน้าที่ในการป้องกันโรค มีแมกนีเซียมค่อนข้างเยอะ แต่ถ้าดื่มมากไปก็จะมีผลเสียประเภทนอนไม่หลับ ใจสั่น ท้องไม่ดี ความดันสูง ตามความเห็นคือไม่อยากให้เอะอะพึ่งกาแฟ เช่นตื่นขึ้นมาก็ต้องดื่มกาแฟเพื่อให้ตื่น ซึ่งที่จริงแล้วไม่ใช่เวลาที่ควรจะดื่มกาแฟด้วยซ้ำ เพราะเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นมีแสงสว่าง นาฬิกาชีวิตเราก็จะหรือควรจะต่อติดกับเวลาในแต่ละวันนั้น ให้สอดคล้องกันไป คือกลางคืนเวลามืดเราก็ควรจะง่วง เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นเราก็ควรที่จะตื่นได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยตัวช่วย ไม่ใช่แปลว่าไม่ง่วงเงีย แต่ไม่ใช่ว่าเราจะต้องโดดเข้าหาเป็นสิ่งแรกเพื่อช่วยให้ตื่น ซึ่งมันกลายเป็นไปสร้างนิสัยและความเกี่ยวพันนี้โดยไม่จำเป็น เหมือนกับคนติดยาที่ต้องพึ่งยา
.
ในเวลา 8- 9 โมงเช้า ฮอร์โมนคอร์ติซอลของเรา จะพีคในช่วงนี้ เราจะอยู่ในโหมดสู้หรือถอย เพื่อที่ว่าเรามีความตื่นตัวและโฟกัสได้ดีในตอนเช้า นั่นคือสิ่งที่ควรจะเป็น แล้วพอเราไปดื่มกาแฟเพื่อช่วย มันก็ทำให้เหมือนกับว่าเราไม่ได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ธรรมชาติให้มาได้เต็มที่
.
เวลาที่คุณจะดื่มกาแฟมากที่สุดตามนาฬิกาชีวิต ก็คือประมาณ 9 โมงครึ่งเช้า จนถึง 11 โมงครึ่ง ก่อนเที่ยง เอาให้ฮอร์โมนตัวนี้มันลงมาก่อนนิดนึง อีกช่วงเวลาที่ควรเลี่ยงกาแฟคือประมาณเที่ยงจนถึงบ่ายโมง เพราะฮอร์โมนตัวนี้มันก็ขึ้นลงในแต่ละวัน เราก็อย่าไปดื่มกาแฟในช่วงที่มันพีค ให้โอกาสร่างกายเราทำงานบ้าง
.
แล้วก็อย่าลืมว่ากาแฟหรือคาเฟอีนก็เหมือนยาทั่วไป ที่มันจะมีฤทธิ์ของตัวยาในการทำงาน ซึ่งก็จะไปขัดขวางการนอนหลับสบายได้ ครึ่งหนึ่งของฤทธิ์คาเฟอีน หรือที่เรียกว่า half-life ก็จะมีระยะเวลาประมาณ 5.7 ชั่วโมง แปลว่าถ้าเราดื่มกาแฟตอนเที่ยง พอถึงประมาณ 6 โมงเย็นเราก็ยังมีฤทธิ์ของคาเฟอีนอยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง แล้วเวลาที่แนะนำกันว่าเราควรจะเข้านอนคือประมาณสามทุ่ม จนถึงห้าทุ่ม เพราะเป็นช่วงที่ growth hormone หลั่งออกมา แล้วเราจะนอนได้ไหมละคะเนี่ย บางคนบอกนอนได้ แต่ถ้าวัดคุณภาพการนอนแล้วจะพบว่า เป็นการนอนที่ไม่มีคุณภาพและตื่นมาก็ยังง่วงเงียอยู่มาก แล้วก็วนไปดื่มกาแฟ
.
หลังบ่ายสองก็หยุดดื่มได้แล้วค่ะ ไม่งั้นเราก็ไม่ออกไปจากวงเวียนนี้ซะที
.
แล้วทำไมบางคนไม่มีปัญหานี้
.
เพราะว่าแต่ละคนมีการเผาผลาญกำจัด
คาเฟอีนแตกต่างกัน เรียกว่าคนกลุ่มจะเป็น
fast oxidizer บางกลุ่มจะเป็น slow oxidizerไงคะ
.
คนที่เร็วก็จะสามารถย่อยสลายอาหารที่กินเข้าไปแล้วก็นำไปใช้เป็นพลังงานได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นคนกลุ่มนี้ควรที่จะโฟกัสในการกินอาหารที่หนักกว่าคนทั่วไป คือมีไขมันดีและโปรตีนที่จะช่วยให้อยู่ท้อง ซึ่งคนเหล่านี้แหละก็สามารถที่จะดูดซึมคาเฟอีนได้ในเรทที่เร็วกว่า เข้าไปอยู่ในระบบได้เร็วกว่า แทบจะทันทีเลยก็ได้
.
ในขณะที่ slow oxidizer จะใช้เวลานานกว่าในการเปลี่ยนแปลงอาหารไปเป็นพลังงาน ดังนั้นจึงต้องการปริมาณคาร์โบไฮเดรตมากกว่าโปรตีนและไขมันดี คนกลุ่มนี้ก็จะได้รับผลจากคาเฟอีนช้าหน่อยค่ะ
.
กาแฟแก้วหนึ่งก็จะมีคาเฟอีนอยู่ประมาณ 100-150 mg แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะได้รับผลของมันทันทีและครบทุกมิลลิกรัมนะคะ เราจิบกาแฟน้อยๆ บ่อยๆดีกว่าค่ะ และสำหรับสมองนั้นเราต้องการแค่ประมาณชั่วโมงละ 20-200 mg ถ้าจะเทียบทอลอเมริกาโน่ก็มีคาเฟอีนอยู่ประมาณ 150 mg นอกนั้นก็ไปบวกลบเอาเองนะคะ
.
สมมุติว่าเราจิบๆทุกชั่วโมงก็เป็นการทำให้เราตื่นตัวได้คือเป็นการ ป้องกันความง่วงที่ค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละนิดตลอดวัน แล้วก็จะช่วยให้ CEO ของสมองคือ prefrontal cortex ตื่นตัวเบาๆ
.
ดื่มแค่ไหน ให้ประโยชน์อย่างไร
.
สำหรับคนที่ปวดหัวหรือต้องการการกระตุ้นให้ alert ก็ดื่มกาแฟประมาณสองแก้วหรือ 250 mg ต่อวัน กำลังดี จะกระจายยังไงตามใจ
.
ถ้าเราไม่ต้องการที่จะได้รับผลข้างเคียงของการดื่มคาเฟอีน ก็ดื่ม filtered coffee เอานะคะ
.
การดื่มกาแฟไม่ได้แย่ไปซะหมดทีเดียว บางทีมันก็เป็นการกระตุ้นอารมณ์ ให้เราดูสดชื่นแจ่มใส ถ้าเราดื่มอย่างพอเหมาะ บ่อยเลยกาแฟจะเพิ่ม attention span คือระยะเวลาที่เราจะสามารถ โฟกัส หรือตั้งสมาธิได้ โดยไม่ถูกรบกวน ออกทะเลไป
.
เราควรดื่มกาแฟระหว่างออกกำลังกายหรือไม่
.
นี่รวมถึงคาเฟอีนทุกชนิดนะคะ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อเราจิบกาแฟสิ่งแรกของวัน เราก็จะรู้สึกว่าระดับพลังงานของเราเริ่มมากขึ้นหรือกระปรี้กระเปร่า ทั้งนี้เพราะว่าร่างกายของเราจะเริ่มต้นผลิตหลั่ง adrenaline และ dopamine
.
อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา เช่น ความกลัว ความเครียด หรือความโกรธ สามารถทำให้เกิดการหลั่งของอะดรีนาลีนเพิ่มขึ้นได้ และเมื่อมีการหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีนเข้าสู่กระแสเลือด จะทำให้เกิดการเพิ่มของ อัตราการเต้นของหัวใจ
.
ส่วน dopamine lมีหน้าที่ช่วยให้กระบวนการทำงานของสมองและการเคลื่อนไหวของร่างกายเป็นไปอย่างปกติ ช่วยควบคุมกล้ามเนื้อมัดเล็ก ควบคุมอารมณ์ความรู้สึก
.
ในส่วนของการที่เราจะดื่มกาแฟเพื่อที่จะหวังผลประโยชน์ในการดึงเอาไขมันสะสมของเรามาใช้เป็นพลังงาน จะเกิดขึ้นเฉพาะเวลาที่เรากินอาหารแบบคาร์โบไฮเดรตน้อยไขมันเยอะ ซึ่งถ้าเรากินคาร์โบไฮเดรตเยอะกาแฟก็ไม่ช่วยในกรณีนี้
.
กาแฟจะช่วยให้เรทการเผาผลาญของเราสูงขึ้นนอกเหนือไปจากประสิทธิภาพอย่างอื่นเช่น การเกร็งหดตัวของกล้ามเนื้อและความเหนื่อยล้า ถ้าเราดื่มกาแฟก็จะรู้สึกว่าเราทนทานได้ดีกว่า

.
ถ้าอย่างนี้แล้วควรจะดื่มก่อนออกกำลังกายหรือไม่
.
ไม่มีคำตอบที่แน่ชัดนะคะขึ้นอยู่กับรายบุคคลและความพร้อม แต่ถ้าเป็นนักกีฬาที่คุ้นเคยกับการใช้คาเฟอีนอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ก็จะแนะนำว่า สามารถดื่มก่อนออกกำลังกายได้ 15 ถึง 30 นาทีเพื่อที่จะได้ผลดีที่สุด และดื่มหลังออกกำลังกายก็เพื่อที่จะทดแทนสิ่งที่เสียไปขณะออกกำลังกาย การดื่มกาแฟหลังออกกำลังกาย ก็เป็นการเพิ่มการเผาผลาญไขมันได้ด้วย
.
จะดื่มกาแฟอย่างไรไม่ให้ติดกาแฟ
.
ไม่ว่าเราจะพยายามมองข้อดีของกาแฟอย่างไร มันก็ไม่ใช่เครื่องดื่มสุขภาพ ไม่ใช่สิ่งที่เราควรที่จะดื่มมากเกินไป เพราะการที่เราดื่มกาแฟทุกวันแต่เป็นการเพิ่มความทนต่อคาเฟอีน ซึ่งมันก็กลายเป็นว่าเราจะต้องเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ แล้วในที่สุดเราก็ต้องดื่ม ในปริมาณที่มากเกินมาตรฐานเพื่อที่จะได้ผลแบบที่เคย
.
ทางหนึ่งที่แกได้ก็คือในหนึ่งอาทิตย์ต่อเดือนให้งดหรือเปลี่ยนไปเป็นกินกาแฟแบบไม่มีคาเฟอีน ทั้งอาทิตย์ให้เปลี่ยนไปเลย หรืองดไปเลย เพื่อที่ได้รีเซ็ทแล้วก็ทำให้เราเซนซิทีฟต่อกาแฟอีกครั้ง
.
อีกทางหนึ่งก็คือให้ดื่มกาแฟเฉพาะวันที่เราต้องการมันจริงๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะดื่มกาแฟไม่ได้ก็แค่เปลี่ยนไปเป็นแบบ decaf ในวันที่เราไม่ต้องการ รสชาติก็เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเราไม่ต้องพึ่งพลังงานหรือการกระตุ้นจากมัน แล้วก็ใช้กาแฟได้ในส่วนที่ดีของมันนั้นคือเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระแล้วก็เครื่องกระตุ้นให้เรามีความสดชื่นเท่านั้นเอง
.
ดื่มกาแฟคู่กับอะไรดี
.
คือถ้าเราเป็นพวกที่ดื่มกาแฟแล้วได้ผลทันที รู้สึกเร็ว ก็อย่าไปกินกาแฟคู่กับน้ำตาล เพราะกระตุ้น + กระตุ้นมันจะทำให้เวลาเราตกก็จะตกหนัก อารมณ์เรามันมีขึ้นมันก็ต้องมีลง ยิ่งขึ้นสูงมากก็จะยิ่งลงมาก ดังนั้นก็มีสูตรของฝรั่งมาฝากเวลาที่เรานึกครึ้มอยากจะดื่มกาแฟแล้วให้มีรสชาติเพิ่มเติมโดยที่ไม่ต้องไปกินกับของหวานให้เรา high ก็ตามนี้เลยค่ะ
.
* ไข่ 1 ฟอง
* cinnamon, ginger, and turmeric บางทีเขาก็มีขายเป็นผงรวมสามตัวนี้อยู่ เพราะมันคือสามตัวส่งพลังที่ช่วยลดอาการอักเสบภายในได้ดีมาก ถ้าไม่มีก็ซื้อแยกได้ เอาให้ได้รวมหนึ่งช้อนโต๊ะก็พอค่ะ
* ¼ ช้อนโต๊ะ เกลือชมพู หรือเกลือทะเล
* 1 ช้อนชา coconut flakes กับ Chia seeds
* 1 ช้อนโต๊ะ raw cacao
* กาแฟดำ
อย่างเยอะ แต่ลองดูๆๆ
.
เอาส่วนผสมทั้งหมดใส่ถ้วย ขนาดเท่าถ้วยชงเวย์ก็ได้คนให้เข้ากัน ตามด้วยกาแฟดำ คนต่อ หรือใช้เครื่อง blender ก็ได้ แล้วตีไข่จนเป็นฟอง ใส่ลงไปเป็นอันสุดท้าย
เนี่ยคือการดื่มกาแฟแบบเอาประโยชน์จริงๆ เพราะใส่แต่ของที่มีประโยชน์ทั้งนั้นเลย
.
พยายามจะบอกว่ากินอะไรก็ให้มันมีแผนการมีเทคนิคหน่อย คือดื่มกาแฟไม่ใช่ให้กาแฟดื่มเรา เอาประโยชน์ของมันออกมาใช้ให้ได้มากที่สุด
.
ดื่มกาแฟก็ไม่ควรที่จะดื่มเป็นสิ่งแรกหรือระหว่าง 6 โมงถึง 9 โมงเช้า ปล่อยให้ฮอร์โมนเครียดของเรามันสูงตามธรรมชาติเพื่อที่จะทำให้เรากระตุ้นกระเตื้องขึ้นมาแบบธรรมชาติบ้าง ให้โอกาสฮอร์โมนตัวเองทำงานโดยที่ไม่ต้องไปเร่ง แล้วถ้าจะดื่มกับแฟก็หลัง 9 โมงครึ่งถึง 11 โมงครึ่งคือเวลาที่ดี หรืออีกทีก็หลังอาหารกลางวันนั่นคือบ่ายโมงถึงบ่าย 2 โมง ไม่ดื่มหลังบ่าย 4 โมง คือใช้กาแฟมาเป็นตัวช่วยเร่ง ไม่ใช่เอามาเป็นกำลังสำคัญในการกระตุ้นเรา แล้วก็สลับกันระหว่างกาแฟแบบที่มีคาเฟอีนและไม่มีคาเฟอีน ในหนึ่งเดือนก็ให้พักจากกาแฟซักหนึ่งอาทิตย์
.
แค่นี้เราก็คือผู้คุมเกมกาแฟแล้วค่ะ

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “การแพทย์และสุขศึกษา (โรคภัย, การป้องกัน การรักษาและฟื้นฟูสุขภาพ, เทคโนโลยีทางการแพทย์)”