รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

siri
โพสต์: 875
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ ก.ย. 27, 2020 12:22 am

Cr. เพจตามใจนักจิตวิทยา

“ความสัมพันธ์อันดี” คือ
คาถาวิเศษสำหรับทุกๆ ครอบครัว
.
“ทำไมลูกไม่ฟัง และทำตามที่เราบอกเลย?”
“ทำไมลูกทำร้ายแม่ ตี เตะ จิก กัด แม่”
“ทำไมลูกรังแกน้อง”
“ทำไมสามีไม่ยอมฟังที่เราพูดเลย”
และ อีกๆ หลายทำไมว่า "คนในครอบครัวเราไม่ช่วยกันเลย?"
เหตุผล ก็คือ “ความสัมพันธ์” ระหว่างเรากับคนในครอบครัวของเรานั้นดีพอหรือไม่?
.
เชื่อว่า คุณแม่หลายๆ ท่าน “รักลูก และรักสามี” และคุณพ่อเองก็เช่นกัน รู้ว่าตนเอง “รักภรรยา และรักลูก” แต่เราเคยทำให้คนในบ้านเรารับรู้ไหม?
อย่าคิดว่า
“เขาต้องรู้สิ ไม่งั้นเราจะแต่งงานกันทำไม” หรือ “ลูกต้องรู้สิ แม่ทำงานหนักเพื่อเขา เลี้ยงเขา ดูแลทุกสิ่ง”
.
อย่าลืมว่า ขนาดตัวเราเองยังอยากได้รับความรัก ความสนใจจากลูก และจากสามีหรือภรรยาของเราเลย
เราอยากให้เขาถามไถ่ความเป็นไปของเรา ว่า “เหนื่อยไหม? "ให้ช่วยอะไรหรือเปล่า?" "อยากกินอะไรไหม?"
อยากให้เขาเป็นห่วงเรา กอดเราแน่นๆ และให้ของขวัญในโอกาสพิเศษกับเราเช่นกัน
.
ดังนั้น “การกระทำ” ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนจึงสำคัญ และจำเป็น สำหรับการยืนยันความรักของเราที่มีต่อลูก และสามีหรือภรรยาเช่นกัน
.
“อย่าให้ความเคยชิน และความชินชา” ทำให้เราลืมมอบความรัก และ “ขอบคุณ” ความรักที่เขาให้มา ไม่ว่า จะมาในรูปแบบ “ให้ของ” “กอดเรา” “ทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ให้เรา”
.
สำหรับสามีหรือภรรยา ที่ได้รับความรักจากอีกฝ่ายอย่างเพียงพอ เขาจะรู้สึกดีกับเรา เมื่อเราเลี้ยงลูกด้วยกัน หรือ ต้องเผชิญอุปสรรคปัญหาต่างๆ เราจะผ่านมันไปด้วยกัน ยิ่งเป็นเรื่องยากแล้ว หากมีคนที่เคียงข้างอย่างเข้าใจ ย่อมง่ายกว่าการฝ่ามันไปคนเดียว จริงไหม?
.
สำหรับลูกที่ได้รับความรัก และรู้ว่าตนเป็นที่รักของพ่อแม่แล้ว “พัฒนาการขั้นแรก" (Trust vs. Mistrust) ของเขาจะได้รับการเติมเต็ม เขาจะเชื่อใจพ่อแม่ และไว้ใจโลก เขาจะไม่ลังเลที่จะฟังในสิ่งที่เราสอน ไม่ต่อต้านสิ่งที่เรามอบให้ ดังนั้นในเด็กที่ต่อต้านเรา ให้พ่อแม่กลับไปที่ขั้นการสร้างความสัมพันธ์กับลูกทันที เพราะถ้าปราศจากซึ่งความสัมพันธ์อันดี ไม่มีทางที่เราจะพาลูกไปจนสุดทางได้
.
นอกจากนี้ในเด็กที่เป็นพี่คนโต ถ้าหากเขาได้รับความรักเต็มอิ่ม เขาจะพร้อมเผื่อแผ่ไปยังน้องเล็กของเขาด้วย เราทำให้เขารู้ว่า เขาจะได้รับความสนใจ ความรักจากแม่เสมอ โดยคุณแม่คุณพ่อ แม้ว่าจะเพิ่งมีน้องเล็ก เราจะยุ่งขนาดไหน ขอเพียงอย่าผลักไสลูกคนโตให้อยู่ด้วยตนเองอย่างเดียวดาย ชวนเขามามีส่วนร่วมในการดูแลน้อง และในขณะที่คุณพ่อหรือคุณแม่ดูแลน้องเล็ก ให้ปลีกตัวมาใช้เวลากับลูกคนนี้ของเราด้วย เพื่อให้มั่นใจว่า เขาจะไม่ถูกละเลย ผลคือ เด็กจะเรียนรู้ที่จะรัก และแบ่งปันน้อง ไม่อิจฉาน้อง เพราะเขายังได้รับความรักเช่นเดิม
.
วันนี้ คุณพ่อคุณแม่ท่านใดยังไม่ได้กอดลูก ยังไม่ได้คุยกับอีกฝ่าย วันนี้มีโอกาส อย่าลืมกับไปบอก “รัก” คนเหล่านี้นะคะ สร้างความสัมพันธ์ให้ครอบครัวเราแข็งแกร่ง
.
ไม่ว่าจะเจอเรื่องยาก หรือ ปัญหาใด เราจะไม่ต้องฝ่าฟันมันไปคนเดียว เราจะมีทีมที่ยอดเยี่ยม และถึงเเม้ว่า ลูกจะยังซนแสนซน ดื้อแสนดื้อเช่นเดิม แต่สายใยความสัมพันธ์ที่เราสร้างไว้กับลูก จะเป็นตัวเหนี่ยวรั้ง กระตุกให้ลูก ฟังเรามากกว่าแต่ก่อน และการสอนลูกจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ
.
ขนาดตัวเมเอง เวลาสอนเด็ก 2-3 ครั้งแรก เมจะเน้นสร้างความสัมพันธ์กับเด็ก จะไม่สั่งทันที เพราะหากปราศจากซึ่งความสัมพันธ์อันดี เราจะไม่สามารถสอนเรื่องยากๆ กับเด็กได้เลย เพราะนอกจากเขาไม่เชื่อใจเราแล้ว (เราเป็นใครมาสั่งเขา) เขาจะไม่ได้เรียนรู้ทำในสิ่งที่ยาก ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาตัวเด็กอีกด้วย
.
“ความสัมพันธ์” จึงเป็นเวทมนตร์ ที่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้
เป็นคาถาวิเศษที่จะทำให้ครอบครัวของเรารักกัน เข้าใจกัน
และไม่ว่าจะเจอเรื่อง “ยาก” จะกลายเป็น “ง่าย” ทันที
ถ้าเรามีความสัมพันธ์อันดีให้แก่กันและกัน
.
ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกๆ ครอบครัวนะคะ
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
แก้ไขล่าสุดโดย siri เมื่อ อาทิตย์ ก.ย. 27, 2020 12:24 am, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.

siri
โพสต์: 875
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: ว่าด้วยความสัมพันธ์ของครอบครัว

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ ก.ย. 27, 2020 12:23 am

“พ่อแม่ที่มีอยู่จริงสำหรับลูก (ในทุกๆ วัย)”
.
ทุกวันนี้ เคยสงสัยไหมว่า "เราเป็นพ่อแม่ที่มีอยู่จริงสำหรับลูกเราไหม?”
พ่อแม่ที่มีอยู่จริง ไม่ได้มีความหมายว่า “พ่อแม่ที่มีชีวิตอยู่ และปรากฏตัวต่อหน้าลูก” แต่แปลว่า “พ่อแม่ที่ลูกมองเห็น (คุณค่า) เคารพ ยอมรับ และผูกพัน”
ซึ่งจะทำอย่างไรเพื่อให้เราเป็นพ่อแม่ที่มีอยู่จริง...
.
(1) "พ่อแม่ที่มีเวลาให้ลูก" แม้มีไม่มาก แต่ใช้เวลาอย่างมีคุณภาพกับลูกเสมอ ไม่ใช่เมื่อเจอหน้ากันก็มีเครื่องมือเป็นสือกลางระหว่างเราสองเสมอ ปิดเครื่องมือสื่อสารสัก 10-20 นาที คงไม่ทำให้เหนือบ่ากว่าเเรง เล่นกับเขา มองหน้าเขา และสังเกตการเติบโตในตัวลูกเรา เพราะเด็กน้อยในวันนั้น เติบโตมากแค่ไหนแล้วในวันนี้...
แม้ว่าวันที่เขาเป็นวัยรุ่นแล้ว เขาอาจจะไม่อยากเล่นกับเรา แต่เชื่อเถอะ การปรากฏตัวของเราให้เขารับรู้ว่า พ่อแม่มีเวลาให้เขานะ มันทำให้รู้สึกอบอุ่นใจไม่น้อยเลยล่ะ
.
(2) “พ่อแม่ที่รับฟังลูก (จนจบ)” แม้อยากจะบ่น อยากจะตำหนิ อยากจะสอนสั่งใจจะขาด แต่พ่อแม่อดทน อดใจ และเลือกที่จะฟังลูกพูดจนจบก่อนก็ไม่เสียหลาย เพราะถ้าเราเลือก “บ่น ตำหนิ สอนสั่ง” ไปก่อน ลูกคงไม่อยากพูดอะไรออกมาอีกแล้ว นอกจาก “ไม่เคยฟังหนูก่อนเลย หนูไม่พูดแล้ว” หรือ ที่เลวร้ายกว่านั้นลูกอาจจะพูดว่า “..................”
อย่าเพิ่งตัดสินลูก จนกว่าจะได้ยินเรื่องราวจากเขาเสียก่อน
สิ่งสำคัญ “พูดให้น้อยลง ฟังให้มากขึ้น"
ถ้าลูกไม่พูดทันที ไม่เป็นไร เรารอได้ เพราะ “ไม่พูด ไม่ได้แปลว่า ไม่มีอะไรจะเล่า” เขาแค่ไม่ชิน อาจจะต้องการเวลาปรับตัวกับเราก่อน เมื่อครั้งนี้เราฟังเขาจริงๆ ครั้งต่อไปเขาจะเล่าออกมาง่ายขึ้นและเร็วขึ้น
.
(3) “พ่อแม่ที่ยอมรับผิด” เพราะพ่อแม่เป็นปุถุชนคนหนึ่ง ย่อมทำผิดและทำพลาดเป็นธรรมดา แต่พ่อแม่ที่ทำผิดพลาดแล้วยอมรับผิด โดยเฉพาะยอมพูด “ขอโทษ” กับลูกเมื่อตนทำผิดพลาด ย่อมเป็นพ่อแม่ที่ชนะใจลูกได้เสมอ ที่สำคัญลูกจะยอมรับและเคารพในตัวของพ่อแม่ของพวกเขามากกว่าเดิมเสียอีก
เช่นเดียวกับคำว่า “ขอบคุณ” ไม่มีใครไม่ชอบการมีคุณค่าในสายตาคนอื่น ยิ่งลูกที่ได้รับคำขอบคุณจากพ่อแม่แล้ว มันเป็นอะไรที่อิ่มใจและภูมิใจที่ได้ทำให้ไปอีกนาน
.
(4) “พ่อแม่ที่เล่าเรื่องของตัวเองให้ลูกฟัง (บ้าง)” อย่าลืมว่า ลูกก็อยากรู้ว่า “ตอนเด็กๆ พ่อแม่ของพวกเขาเป็นอย่างไร” หรือ “วันนี้พ่อแม่เจออะไรมาบ้าง” ถ้าเรื่องราวที่เราประสบ หรือ ประสบการณ์ที่เรามี เป็นเรื่องราวดีๆ หรือ มีบทเรียนแทรกอยู่ การเล่าเรื่องให้ลูกฟังย่อมสร้างคุณค่าและความหมายต่อชีวิตลูก และที่สำคัญทำให้ลูกรู้จักพ่อแม่ในด้านต่างๆ มากขึ้นอีกด้วย
ถ้าเราอยากรู้ว่า “ลูกเรารู้สึกอย่างไร เผชิญอะไรอยู่” บางที เราเองก็ควรเปิดใจ พูดถึง “ความรู้สึกของเราก่อน เล่าเรื่องราวของเราบ้าง” เพราะอย่างน้อยก็ทำให้ลูกรู้ว่า “พ่อแม่ยินดีรับฟังเขานะในเรื่องนี้"
.
(5) “พ่อแม่ที่เข้าใจ (ช่วงวัย) ลูก” เพราะลูกเติบโตขึ้นทุกวัน พ่อแม่บางท่านแค่อายุลูกยังไม่แน่ใจ อาจจะถึงเวลาที่เราต้องกลับไปดูปีเกิดของเขา นอกจากนี้ควรทราบด้วยว่า “วัยของลูกเรา สิ่งที่เขาต้องทำได้ หรือ เป้าหมายของวัยเขาคืออะไร” เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว อาจจะทำให้เราไม่เข้าใจเขา จนบางทีเราปกป้องเขาเกินกว่าเหตุ เช่น ลูกโตจนเข้าวัยทำงานแล้ว แต่พ่อแม่ยังหวงลูกทุกฝีก้าว นั่นก็ทำให้ลูกอึดอัดมากๆ
.
(6) “พ่อแม่ที่มองเห็นคุณค่าในตัวลูก” เด็กละคนเกิดมาพร้อมกับความสามารถที่แตกต่างกัน บางคนมีพรสวรรค์ที่สังคมให้การยอมรับมากมาย นั่นจึงไม่เป็นเรื่องยากของพ่อแม่ที่จะชื่นชมเด็กคนนั้นๆ แต่ถ้าลูกไม่ได้มีจุดเด่น ไม่ได้เก่งทุกด้าน ถ้าพ่อแม่สามารถมองเห็นคุณค่าในตัวลูกได้ เขาจะรู้สึกมีตัวตน และเป็นที่ยอมรับ พ่อแม่เองก็มีตัวตนในสายตาเขาเช่นกัน
.
(7) “พ่อแม่ที่ยอมทำเรื่องไร้สาระบ้าง” เพราะ เด็ก คือ ช่วงวัยที่ต้องการลองผิดลองถูก พวกเขาชอบเรื่องสนุก และท้าทาย ดังนั้น การไปทำกิจกรรมที่ลูกอยากทำ (ที่ไม่เป็นอันตรายต่อตัวเองหรือผู้อื่น) บ้างก็อาจจะทำให้เราเองก็ได้รับการยอมรับจากลูก และสร้างความสัมพันธ์ได้ง่ายขึ้น เช่น กับลูกเล็ก เราอาจจะระบายสีเลอะๆ เล่นน้ำในสนามหญ้า เล่นบ่อบอล ส่วนกับลูกวัยรุ่น เราอาจจะไปช็อปปิ้งกับลูกบ้าง ไปสวนสนุก เล่นรถไฟเหาะ ไปกินบิงซู ไปดูหนังผี ไปเดินสยาม ฯลฯ ถ้าใครยังไม่ลอง แนะนำให้ลองดูสักครั้ง 😀
.
(8) “พ่อแม่ที่เคารพในการตัดสินใจของลูก” ถ้าเราเลี้ยงดูลูกด้วยความรักบนพื้นฐานของวินัย เมื่อถึงเวลาที่ลูกตัดสินใจเลือกอะไร เราควรเคารพในการตัดสินใจของเขา พ่อแม่มีสิทธิ์แนะนำ และแบ่งปันประสบการณ์ แต่เราไม่มีหน้าที่ไปขีดเส้นทางเดินให้กับชีวิตของลูก เพราะ “ลูกต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการเลือกของตน ไม่ใช่พ่อแม่”
.
(9) “พ่อแม่ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือเมื่อลูกต้องการ” เมื่อวันหนึ่งลูกทำอะไรไม่ได้ด้วยตัวเขาเองจริงๆ เราก็พร้อมจะยื่นมือเข้าไปช่วย ทั้งนี้แม้สิ่งนั้นเราจะไม่สามารถช่วยเหลือลูกได้ แต่เราจะให้กำลังใจ และการสนับสนุนเขาเสมอในฐานะพ่อแม่
.
(10) “พ่อแม่ที่ให้อภัยลูกเมื่อเขาทำผิดพลาด” ในเมื่อพ่อแม่ก็เป็นปถุชนทำผิดและทำพลาด ลูกของเราก็เช่นกัน ถ้าเขาทำในสิ่งที่ผิดพลาด ถึงแม้ว่าเราอยากตำหนิแค่ไหน ขอให้อดใจไว้ก่อน สิ่งที่เราควรทำ คือ “รับฟัง” และ “พูดคุยถึงแนวทางการแก้ปัญหา” จากนั้นสอนเขาไม่ใช่ลงโทษเขา เพราะการสอนทำให้เด็กได้รับบทเรียน และทำในสิ่งที่ถูก แต่การลงโทษไม่ได้ก่อให้เกิดสิ่งที่ถูกต้อง นอกเสียจากตำหนิตัวเองเพิ่มอีก
เราควรตระหนักไว้เสมอว่า “ไม่มีใครอยากทำผิดพลาด เมื่อผิดพลาดแล้ว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เป็นบทลงโทษในตัวมันเองอยู่แล้ว อย่าได้เหยียบย่ำเขาเพิ่มอีกเลย เขาได้รับทบเรียนแล้ว เราควรช่วยเขาให้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นดีกว่า”
.
10 ข้อนี้อาจจะเป็นเพียงคุณสมบัติคร่าวๆ ที่จะทำให้ “พ่อแม่มีอยู่จริงสำหรับลูก”
สำหรับความสำคัญของการมีอยู่จริงของพ่อแม่อย่างเรา ไม่ได้เป็นเพียงการตอบสนองความต้องการมีตัวตนของเราที่มีต่อลูก แต่เพื่อทำให้ลูกมีตัวตนในสายตาเราด้วย
.
"พ่อแม่มีอยู่จริงสำหรับลูก ลูกก็มีอยู่จริงสำหรับพ่อแม่ด้วย"
ดังนั้นเด็กจึงสามารถเห็นคุณค่าและความหมายในตัวเขาเช่นกัน เมื่อพ่อแม่อยู่ตรงนั้นเพื่อเขา
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

siri
โพสต์: 875
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ ก.ย. 27, 2020 12:25 am

"กฎ(เหล็ก) 3 ข้อที่ทุกบ้านควรมี"
.
แต่ละบ้านอาจจะมีกฎกติกาที่ตกลงไว้ไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตามมีกฎหรือกติกา 3 ข้อที่ทุกบ้านควรมีไว้ และจำให้ขึ้นใจ
.
กฎข้อที่ 1 คือ "ห้ามทำร้ายกัน ห้ามทำร้ายคนอื่น"
ทั้งนี้การทำร้ายไม่ได้หมายถึงเพียง “การทำร้ายทางกาย” เพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึง “การทำร้ายทางวาจา” ด้วย

การทำร้ายทางกาย หมายถึง การใช้กำลังทางกายทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บ และเกิดบาดแผลทางร่างกาย เช่น การกัด เตะ ต่อย ตี ทุบ ฟาด เป็นต้น
การทำร้ายทางวาจา หมายถึง การใช้คำพูดทำให้ผู้อื่นรู้สึกแย่ ด้อยค่า และเกิดบาดแผลทางจิตใจ เช่น การก่นด่า การใส่ร้าย การพูดจาประชดประชัด เป็นต้น
การทำร้ายทางจิตใจ หมายถึง แม้ไม่ได้ใช้กำลังทางกายหรือวาจา แต่ทำให้อีกฝ่ายถูกทำร้ายทางจิตใจ เช่น การคว่ำบาตร (boycott) ทำเหมือนเพื่อนไม่มีตัวตน ทำให้เขาไม่มีที่ยืนในสังคม หรือ การไม่ยอมรับ (ban) เพื่อนคนดังกล่าว เป็นต้น
โดยการทำร้าทั้งสามแบบนี้ ล้วนแล้วเป็นการทำร้ายทางจิตใจ และก่อให้เกิดบาดแผลกับผู้อื่นได้
.
สำหรับเด็กเล็กมากๆ มักจะเกิดปัญหากับกฎข้อนี้ได้บ่อยครั้ง เพราะ “ภาษา” ของเขายังไม่พัฒนาอย่างเต็มที่ เมื่อไม่ได้ดั่งใจ การใช้ร่างกายตอบสนองทันทีมักจะรวดเร็วทันใจกว่ามากนัก เช่น เวลาน้องอยากได้ของเล่นในมือของพี่ แทนที่จะเข้าไปเจรจาต่อรอง ขอผลัดกันเล่นดีๆ น้องก็ใช้วิธีการแย่งของชิ้นนั้นมาเลย ทีนี้ผู้เป็นพี่ไม่ยอม ก็ยื้อแย่งกันไป ไม่นานก็เกิดเป็นเวทีมวยขนาดย่อมขึ้นมาระหว่างน้องกับพี่ เป็นต้น ดังนั้นเราควรสอนให้เขา “สื่อสาร” ด้วยวิธีการที่เหมาะสม เช่น ถ้ายังพูดไม่ได้ อย่างน้อยให้ชี้ไปที่ของที่เขาอยากได้เพื่อเป็นการสื่อสารก่อน ถ้าของชิ้นนั้นยังมีคนเล่นอยู่ เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่ต้องสอนเขาให้รอ หรือ ไปเล่นอย่างอื่นก่อน
.
สำหรับเด็กปฐมวัยไปจนถึงวัยประถม มักจะทำร้ายคนอื่น ด้วยเหตุผลทาง “อารมณ์” เมื่อเด็กโกรธหรือโมโมโหมากๆ แล้วเขาไม่เคยเรียนรู้การจัดการอารมณ์มาก่อน ก็มักจะจบลงด้วยการทำร้ายผู้อื่น เช่น เมื่อแม่ไม่ยอมให้เขาเล่นเกม เด็กอาจจะใช้วิธีการตีแม่ของเขาทันที หรือ ไม่พอใจเพื่อน เมื่อตนเองเล่นกีฬาแล้วแพ้เพื่อน เด็กอาจจะใช้วิธีการพูดจาทำร้าย เป็นต้น
ทั้งนี้การที่เด็กเรียนรู้ที่จะใช้วิธีการที่รุนแรงก่อนวิธีอื่น (บางคนไม่ได้ดั่งใจแล้วร้องไห้ แต่ไม่ทำร้ายคนอื่น) มักมีสาเหตุมาจากการเห็นตัวอย่างจากคนรอบข้าง อาจจะเป็นคนในครอบครัว หรือ เพื่อนๆ พี่ๆ ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา ดังนั้นเขาจึงมีแนวโน้มเลือกใช้วิธีดังกล่าวแก้ไขปัญหาด้วยเช่นกัน ดังนั้นนอกจากต้องสอนเขาเรื่อง “การจัดการอารมณ์” แล้ว สิ่งสำคัญ คือ ผู้ใหญ่ต้องทำหน้าที่เป็น “ตัวอย่างที่ดี” สำหรับเด็กด้วย
.
สำหรับวัยรุ่นจนถึงผู้ใหญ่ อาจจะมีเรื่องของการทำร้ายจิตใจเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งเราอาจจะทำร้ายคนๆ หนึ่งจนทำให้เขารู้สึกไม่มีคุณค่า และหมดความเชื่อมั่นในตนเอง
.
สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ไม่ว่าเด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ทำผิดกฎข้อนี้ คือ “การสื่อสาร” “การจัดการอารมณ์” และ “การแก้ไขปัญหา” ไม่เป็นไปอย่างเหมาะสมนั่นเอง
.
กฎข้อที่ 2 คือ "ห้ามทำร้ายตนเอง"
เมื่อไม่ทำร้ายผู้อื่นแล้ว ก็ห้ามทำร้ายตนเองเช่นกัน
.
สำหรับเด็กเล็ก การทำร้ายตนเองมักมีแนวโน้มมากจาก “ความต้องการได้รับความสนใจ” หรือ “ไม่สามารถบอกความต้องการภายในใจได้” ดังนั้นในเด็กบางคนที่มี “ความล่าช้าทางภาษา” เขามักจะเอาหัวโหม่งกำแพงบ้าง พื้นบ้าง หรือ เอามือฟาดหน้าตัวเอง เพราะเขาไม่รู้ว่า “การสื่อสารที่เหมาะสม” หรือ “วิธีการที่เหมาะสม” เพื่อให้ได้ความสนใจและสิ่งที่เขาต้องการเป็นอย่างไร
.
สำหรับวัยอื่นๆ การทำร้ายตนเองมักจจะมีสาเหตุมาจาก “การไม่สามารถหาวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสม” จึงใช้วิธีการทำร้ายเพื่อประชดประชัดคนอื่น หรือ เพราะมองไม่เห็นทางออกด้วยวิธีการอื่น นอกจากนี้การทำร้ายตนเองก็เป็นสัญญาณทางโรคได้เช่นกัน เช่น “โรคซึมเศร้า (Depression)” หรือ “โรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางสมอง” เป็นต้น ทั้งนี้ถ้าคนใกล้ตัวเรามีอาการดังกล่าว ควรพาไปพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางแก้ไขที่เหมาะสมต่อไป
.
นอกจากนี้การทำร้ายตนเองทางอ้อม เช่น ไม่ดูแลตนเอง ไม่ทำการบ้าน ไม่แปรงฟัน คือ การทำให้ตัวเองเดือดร้อน และถือเป็นการทำร้ายตนเองเช่นกัน
.
กฎข้อที่ 3 คือ "ห้ามทำลายข้าวของ"
ไม่ทำร้ายผู้อื่น ไม่ทำร้ายตนเอง และต้องไม่ทำลายข้าวของเครื่องใช้
.
หลายบ้านมักบอกว่า เวลาทะเลาะกันทีไร จานแตกไปหลายใบ หรือ พัดลมพังไปหลายตัวเลย เพราะถึงแม้ว่าจะควบคุมตนเองไม่ให้ไปทำร้ายคนอื่นได้ แต่การไปทำลายข้าวของก็ไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมอีกเช่นกัน
.
จากกฎทั้ง 3 ข้อนี้ เราไม่ได้ต้องการห้ามไม่ให้แสดงออกถึงอารมณ์โกรธ โมโห เศร้า และเสียใจ "เราอนุญาตให้แสดงออกทางอารมณ์ได้ แต่ด้วยการวิธีการที่เหมาะสม และไม่ละเมิดกฎ 3 ข้อนี้"
.
วิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดสำหรับ “การระบายอารมณ์” คือ การมีพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับการระบายอารมณ์ของเรา เช่น
สำหรับเด็กๆ เราอาจจะเป็นมุมสักมุมในบ้านที่มีเบาะหรือหมอนใบใหญ่ สำหรับทิ้งตัวลงไป จะตะโกน ชกใส่เบาะก็ไม่ว่ากัน ที่มุมอาจจะมีกระดาษให้เขียนระบายหรือวาดรูปก็ได้
.
สำหรับวัยรุ่นไปจนถึงผู้ใหญ่ เราจะต้องค้นหาวิธีที่เหมาะสมกับเราเอง เช่น บางคนเวลาโกรธหรือโมโหมากๆ เราจะเอาตัวเองออกมาจากสถานการณ์ดังกล่าว ออกไปเดิน ไปสูดอากาศข้างนอก เมื่อสงบ ค่อยมาคุยกันใหม่ เป็นต้น
.
ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เราไม่ควรเผชิญหน้ากัน หรือ แก้ปัญหา เมื่อเรายังโกรธและโมโหจัด เพราะในสถานการณ์นั้นเราจะใช้สมองส่วนอารมณ์ (Emotional brain) มากกว่าสมองส่วนเหตุผล (Rational brain) ซึ่งการใช้สมองส่วนอารมณ์จะนำไปสู่การตอบสนองต่อสถานการณ์ด้วยสัญชาตญาณ มากกว่าการคิดอย่างเป็นเหตเป็นผล
.
สุดท้าย กฎกติกาที่มีมากมาย ในความเป็นจริงแล้ว ทุกกฎสามารถจัดลงเข้าไปใน 3 ข้อนี้ได้ เช่น ลูกไม่ยอมทำการบ้าน ข้อนี้ลูกกำลังทำผิดกฏข้อ 2 คือ การทำร้ายตนเอง เพราะลูกกำลังทำให้ตัวเอเดือดร้อนเช่นกัน หรือ การโกรธลูกแล้วประชดประชันใส่เขา นั่นก็เป็นการทำร้ายทางวาจาตามกฎข้อที่ 1 นั่นเอง
.
ดังนั้นไม่ว่าแต่ละบ้านจะตกลงตั้งกฎกติกาภายในบ้านกันอย่างไร อย่าลืมนำกฎ 3 ข้อนี้เป็นโครงสร้างในการสร้างกติการ่วมกัน เพื่อให้บ้านเป็นพื้นที่ที่อบอุ่นสำหรับทุกคนภายในบ้าน
.
ด้วยรักจากใจ
เม
ตามใจนักจิตวิทยา

siri
โพสต์: 875
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ ก.ย. 27, 2020 12:26 am

สอนลูกให้รู้จัก “เวลา" และ “หน้าที่"
.
ขณะที่เด็กน้อยกำลังเล่นเกม
คุณแม่: “ลูกครับ ไปอาบน้ำได้แล้วลูก”
เด็กน้อย: “ขออีกแป็ปนึงนะแม่”
คุณแม่: “แป็ปนึงของลูกนี่อีกกี่นาที”
เด็กน้อย: “แป็ปนึงก็แป็ปนึงสิแม่ จะจบด่านอยู่แล้ว”
คุณแม่: “งั้นอีก 10 นาที แม่กลับมายังไม่ปิด แม่จะเก็บไม่ให้เล่นอีก 7 วันเลยนะ”
เด็กน้อย: “...” (เริ่มขุ่นเคือง)
เป็นอย่างที่คาดไว้ แป็ปนึงของเขานั้นเกิน 10 นาที และก่อนจะโดนเก็บเกมไป ก็เกิดการปะทะกันระหว่างแม่ลูก
.
สถานการณ์แบบนี้ ทุกๆ บ้านน่าจะมีโอกาสได้สัมผัสกันไม่มากก็น้อย ถ้าเราไม่ต้องการให้สถานการณ์ลากยาวจากคำว่า “แป็ปนึง” ไปจนเกิดการปะทะกันระหว่างเรากับลูก เราควรทำอย่างไร
.
สามสิ่งธรรมดาที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสถานการณ์ข้างต้น
.
(1) ความสัมพันธ์อันดี

สิ่งที่สำคัญที่สุด เราจะสามารถสอนลูกได้ก็ต่อเมื่อความสัมพันธ์ของเราทั้งสองนั้นดี เพราะไม่เช่นนั้นเเล้วการจะสอนอะไรให้ลูกทำตาม คงเป็นไปได้ยาก ซึ่งความสัมพันธ์อันดีนั้นสร้างไม่ยาก เพราะแค่เพียงมีเวลาอยู่กับลูก เล่นกับเขา รับฟังเขา และทำสิ่งต่างๆ ไปด้วยกัน ความสัมพันธ์ได้เกิดขึ้นแล้ว แต่ความยากของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี คือ “เวลาคุณภาพ” ที่เราต้องมีให้กับลูกอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่นานๆ สักครั้งหนึ่ง นั่นจะไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ลูกโหยหา
.
(2) ตารางเวลา

การกำหนดตารางเวลาที่ชัดเจนจะช่วยให้เรากับลูกเข้าใจตรงกันว่า “เวลาไหนควรทำอะไร” ซึ่งตารางเวลาที่ดีต้องเกิดจากการตกลงกันระหว่างเรากับลูก ไม่ใช่แค่เราเป็นผู้กำหนดให้อยู่ฝ่ายเดียว เพราะลูกเป็นผู้ใช้ตารางเวลา ไม่ใช่เรา
.
ตารางเวลาที่ดีประกอบไปด้วย
.
1. กิจกรรมหรืองานที่ลูกต้องรับผิดชอบที่บ้าน (ขึ้นอยู่กับช่วงวัยของเขา ต้องเป็นสิ่งที่ไม่ยากจนเกินความสามารถเด็ก) เช่น กินข้าว อาบน้ำ นอน ทำการบ้าน ทำงานบ้าน ออกกำลังกาย และเล่นนอกบ้าน เป็นต้น
.
2. เวลาที่ชัดเจน และสม่ำเสมอ ในข้อนี้ผู้ใหญ่ต้องคอยให้การดูแล โดยช่วยบอกเวลาให้ช่วงแรกว่า "ตอนนี้ต้องทำอะไร" เพราะเด็กเล็กๆ อาจจะยังดูเวลาไม่เป็น แต่การทำกิจกรรมหรืองานในช่วงเวลาเดิม ในทุกๆ วันอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เขาจดจำว่าตัวเองต้องทำอะไรเวลาไหนบ้าง เด็กบางคนไม่ต้องดูนาฬิกา แต่สามารถบอกได้ว่า เวลานี้เขาต้องไปอาบน้ำหรือกินข้าวได้แล้ว
.
3. เรียงลำดับกิจกรรมหรืองานตามความสำคัญอย่างชัดเจน เพื่อให้เด็กเรียนรู้ว่า “อะไรควรทำก่อน-หลัง” เช่น ถ้าเป็นไปได้เราควรให้เด็กๆ ทำการบ้าน งานบ้านให้เสร็จก่อนไปวิ่งเล่น หรือ ในเด็กเล็ก เขาต้องเรียนรู้ว่า ต้องอาบน้ำ แปรงฟันก่อนจะมาฟังนิทานแล้วเข้านอน เป็นต้น
.
4. มีการกำหนดผลลัพธ์ของการทำตามตารางเวลาไม่ได้ (ในกรณีที่ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยหรือวันพิเศษอะไร) ที่ชัดเจน
ถ้าเด็กเลือกทำในสิ่งที่ต้องการก่อน เช่น เล่นเกม ไปเล่นนอกบ้าน และอื่นๆ เขาควรได้รับ “ผลของการกระทำ (ผลของการเลือกทำอย่างอื่นก่อน)” ด้วย เพื่อให้เขาเรียนรู้ว่า ถ้าเขาไม่ทำในสิ่งที่สำคัญก่อนในชีวิตจริง ผลที่ได้รับนั้นไม่ดีแน่นอน เช่น ถ้าเขาเลือกจะไปเล่นเกมก่อนไปอาบน้ำ เขาจะไม่ได้เล่นเกมไปอีก 2 วันจากนั้น หรือ ถ้าเขาเลือกจะไม่กินข้าวในช่วงเวลาที่ควรกินข้าว เราก็จะเก็บอาหารไปเมื่อหมดเวลา เขาก็จะได้เรียนรู้ว่าเขาควรมากินข้าวให้ตรงเวลา ไม่เช่นนั้นจะต้องทนหิวไปทั้งคืน เป็นต้น
.
ในกรณีเด็กเล็กมาก เราสามารถมีตารางเวลาให้ลูกได้ไหม?
คำตอบ คือ เราสามารถมีตารางเวลาที่ชัดเจนให้กับเด็กทุกวัย แต่ในเด็กเล็ก ตารางเวลาเกิดจากการปฏิบัติกิจกรรมหรือสิ่งที่ต้องทำต่างๆ เป็นกิจวัตรประจำวัน จนเด็กสามารถคาดเดาจากเราได้ว่า “เรากำลังจะทำอะไรต่อไป” เช่น เวลา “กินข้าว” “อาบน้ำ-แปรงฟัน” “เล่น” “อ่านนิทาน” และอื่นๆ ควรเป็นช่วงเวลาเดียวกันในทุกวัน ยกเว้นในกรณีพิเศษในบางวันเท่านั้น
.
เมื่อมีตารางเวลาที่ดีแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือการหมั่นดูแลตรวจสอบจากพ่อแม่ว่า “เด็กสามารถปฏิบัติตามได้หรือไม่” ถ้าเขาไม่สามารถปฏิบัติตามได้ เราจำเป็นต้องมาพิจารณาแล้วว่า...
.
กิจกรรมหรืองานนั้นยากหรือง่ายเกินไปสำหรับเขาหรือไม่ บางทีที่เด็กไม่ทำตามตาราง เพราะเขาไม่สามารถทำกิจกรรมหรืองานนั้นได้ด้วยตนเอง
.
ตารางเวลานอกจากจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ “หน้าที่” และ “เวลา” แล้ว ยังช่วยสอนให้เขารู้จัก “ควบคุมตนเอง” ให้ทำในสิ่งที่ต้องทำก่อนสิ่งที่ต้องการ และในเด็กเล็ก ตารางเวลาในเเต่ละวันที่ชัดเจน ช่วยให้ “อารมณ์มั่นคง” เพราะเขาคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิตเขาบ้าง (เหมือนเขาสามารถควบคุมชีวิตเขาได้บ้าง)
.
สำหรับพ่อแม่ “ตารางเวลา” จะช่วยให้บรรยากาศในบ้านดีขึ้น เพราะ เราไม่ต้องบ่นหรือทะเลาะกันเท่าแต่ก่อน ตารางเวลาที่ดีจะช่วยบอกเด็กว่า เขาต้องทำอะไร เมื่อไหร่ ถ้าเขาไม่ทำ ผลของการเลือกของเขาก็มีอยู่แล้ว เขาต้องรับผลนั้น โดยที่เราไม่ต้องมาต่อล้อต่อเถียงกันอีก
.
(3) ต้นแบบจากผู้ใหญ่ในชีวิต “พ่อแม่”
พ่อแม่บางท่านมักคิดว่า “ลูกเราไม่รู้จักเวลาและหน้าที่” จนลืมนึกไปว่า “เราเองได้เป็นต้นแบบที่ดีให้เขาแล้วหรือยัง?”
.
บ่อยครั้งที่หลายบ้านบอกว่า “ที่บ้านใช้ตารางเวลาที่ดี” แต่เด็กไม่ทำตาม บางทีที่เด็กๆ ไม่ทำตาม เพราะเขาขาดแรงบันดาลใจ ซึ่งแรงบันดาลใจของเด็ก คือ “บุคคลใกล้ตัว โดยเฉพาะ พ่อแม่” ถ้าพ่อแม่มีตารางเวลาเช่นเดียวกับเขา และทำไปพร้อมๆ กัน ทุกคนในบ้านรู้เวลา รู้หน้าที่ เป็นแบบอย่างที่ดี เด็กจะมีแรงผลักดันให้ทำสิ่งเดียวกัน ถ้าพ่อแม่ยังบอกว่า “เดี๋ยวก่อนนะแม่ยุ่งอยู่” หรือว่า “ไว้ก่อนนะวันนี้พ่อเหนื่อย” โดยที่เราไม่ได้ยุ่งหรือมีเหตุจำเป็นจริงๆ เด็กทราบได้ และเขาจะหมดแรงที่จะรักษาเวลาและหน้าที่ของเขา
.
"พ่อแม่ต้องให้คุณค่ากับสิ่งสำคัญก่อนสิ่งที่ไม่จำเป็น"
ถ้าลูกต้องการความช่วยเหลือ ควรให้การรับฟัง และให้ความช่วยเหลือ ไม่ใช่เพียงแค่ปล่อยผ่านไป นอกจากนี้ การใช้เวลากับลูกก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่า และควรให้ความสำคัญ “เครื่องมือสื่อสารหรืองาน” ถ้าเป็นไปได้ “วางไว้เบื้องหลัง” แค่เพียง 1 ชั่วโมง เท่านี้ลูกก็เห็นถึงการให้ความสำคัญของเราแล้ว เมื่อเขาโตไปเขาจะทำแบบเดียวกันกับเรา (ไม่ใช่คุยมือถือไปคุยกับเราไป)
.
"พ่อแม่ต้องรักษาเวลา ถ้าอยากให้ลูกเป็นคนตรงต่อเวลา"
พ่อแม่ต้องทำให้ลูกเห็นเช่นกันว่าพ่อแม่ก็ตรงต่อเวลา เช่น ถ้าเรารับปากลูกว่าจะมารับเขากี่โมง ก็ต้องมารับเขาเวลานั้นจริงๆ เเม้ว่า "รถจะติด" นั่นเป็นสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราควรจะคำนวณเวลาเผื่อไว้ แล้วบอกเขาในเวลาที่มารับเขาจริงๆ ถ้าเรารู้ว่าเราจะมาสายแน่นอน บอกเขาไว้ก่อน อย่ารับปากว่าจะมาทัน (แต่ทางที่ดี เรามีหน้าที่เผื่อเวลาและคำนวณเวลาให้เขา)
.
เรื่อง “ตรงต่อเวลา” เป็นเรื่องใหญ่ และเป็นปัญหาใหญ่ในสังคม ขออนุญาตแบ่งปันเพิ่มเติมในส่วนนี้ พ่อแม่ของเมเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ท่านทั้งสองให้ความสำคัญกับเวลาเสมอ เพราะถ้ามาช้าไปนิดเดียวก็ตกเครื่องแน่นอน “ตรงต่อเวลา” คือ การมาเร็วก่อนเวลาอย่างน้อย 15 นาที ท่านบอกเมว่า เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ถ้ามาเร็วจะทำให้เราได้เปรียบ ได้ศึกษาสถานที่ และอื่นๆ ทำให้ไม่ลน และเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบ ดังนั้นตั้งแต่เด็กคำว่า ตรงต่อเวลาคือมาก่อนเวลา คำว่า "สาย" ของที่บ้านคือมาตรงเวลานั่นเอง
.
“ความสัมพันธ์อันดีระหว่างเรากับลูก” “ตารางเวลาที่ดี” และ “ต้นแบบที่ดี” ทั้ง 3 สิ่งนี้ผนวกกันจะช่วยให้เด็กคนหนึ่งเรียนรู้ที่จะควบคุมตนเอง รับผิดชอบสิ่งต่างๆ ในชีวิต และเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถรับผิดชอบดูแลตนเอง (รวมทั้งผู้อื่น) และรู้หน้าที่ได้
.
ทั้งนี้กว่าเด็กคนหนึ่งจะเติบโต ต้องใช้ "เวลา" "ความสม่ำเสมอ" และ "ความอดทน" ของทั้งเราและเขา กว่าจะถึงวันนั้นขอให้คุณพ่อคุณแม่อย่ายอมแพ้ เพราะเชื่อว่าถ้าวันนั้นมาถึง มันคุ้มค่ากับการรอคอยจริงๆ
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
.
ป.ล. เด็กที่เริ่มเข้าโรงเรียน เราสามารถเริ่มสอนเรื่องนี้ได้เลยค่ะ แต่เพียงแค่เลือกกิจกรรมและงานที่เหมาะสมกับวัยของเขาเท่านั้นเองค่ะ

siri
โพสต์: 875
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ ก.ย. 27, 2020 12:27 am

"เพราะ โต๊ะก็คือโต๊ะ”
.
ที่ร้านกาเเฟแห่งหนึ่ง เด็กชายวัยหัดเดิน พุ่งตัวเข้ามาในร้านอย่างรวดเร็ว
และอย่างที่คาดไว้ เด็กชายถลาไปชนโต๊ะกาแฟตัวหนึ่งในร้าน
เสียงร้องไห้ของเด็กน้อยทำเอาคุณปู่คุณย่าที่เดินตามหลานเข้ามารีบเข้าไปปลอบประโลมหลานชายของตน
“โอ๋ๆ ไม่ร้องนะ ไหนเจ็บตรงไหน ใครทำ?” ฝ่ายคุณย่าพูดขึ้น
“เดี๋ยวปู่ตีโต๊ะให้ โต๊ะมันทำ...ล้มใช่มั้ย นี่แหน่ะ!” ฝ่ายคุณปู่พูดขึ้น พร้อมกับยกมือตีไปที่โต๊ะที่เด็กชายเดินชน
.
ในเหตุการณ์นี้ “โต๊ะไม่ใช่คนร้าย” เพราะโต๊ะก็คือโต๊ะ
และ “ไม่มีใครผิด” อีกเช่นกัน เพราะเป็นอุบัติเหตุ
.
แต่สิ่งที่ผู้ใหญ่กำลังสอนเด็ก คือ “การหาคนผิดคือสิ่งสำคัญ และการโทษคนอื่นก่อนจะมองกลับมาที่ตัวเอง”
.
ผลเสีย คือ เด็กจะไม่สามารถรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองได้ เด็กจะไม่ได้เรียนรู้ว่า “สิ่งที่ตนทำ ตนต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ของการกระทำที่เกิดขึ้น”
.
สิ่งที่จะบ่งบอกว่าเด็กคนนี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ไม่ใช่อายุที่มากขึ้น แต่เป็นความสามารถในการรับผิดชอบต่อตนเอง และสังคมได้มากขึ้นต่างหาก
.
ดังนั้น เวลาเด็กล้ม (เพราะอุบัติเหตุ) ผู้ใหญ่เข้าไปปลอบได้ แต่วิธีการปลอบไม่ใช่ “การหาคนหรือสิ่งผิด” แล้วทำโทษสิ่งนั้นให้เด็กดู เช่น เด็กชนโต๊ะแล้วล้มลง ผู้ใหญ่ไม่ควรปลอบเด็กด้วการไปตีโต๊ะ
.
สิ่งที่ผู้ใหญ่ควรทำคือ...
.
1. อย่าแสดงสีหน้าหรือท่าทางที่ตกใจจนเกินเหตุ เพราะบ่อยครั้งเด็กไม่ได้เจ็บมากมาย แต่เขาตกใจเพราะสีหน้าท่าทางของเรามากกว่า
2. ดูว่าเด็กบาดเจ็บมากไหม ถ้าไม่มาก เราช่วยเขาลุกขึ้น หรือ ในเด็กที่โตขึ้นมาหน่อยให้เขาฝึกลุกเอง
3. ถ้ามีบาดแผล หรือ ต้องทำแผล ก็พาเขาไปทำแผล ไม่ต้องตามหาคนผิดแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุ
4. ชมเชยเด็ก หากเขาลุกขึ้นมาเอง ไม่ร้องไห้ ชมเขาว่า “ลูกเก่งจังเลย ลุกขึ้นเองได้”
ถ้าเด็กร้องไห้หนัก ไม่ยอมลุก กอดเขาแน่น ชี้ชวนให้เขาดูว่า ไม่มีอะไรต้องตกใจ ทุกคนล้มได้ เป็นเรื่องธรรมดา ค่อยๆ ฉุดเขาลุกขึ้น
5. ไม่ต้องโทษสิ่งของ ไม่ต้องโทษใคร แม้แต่ตัวเด็กเอง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเติบโต
.
สุดท้าย ได้โปรดอย่าทำร้ายโต๊ะ ให้โต๊ะได้เป็นโต๊ะ
และอย่าทำร้ายเด็ก ให้เขาได้เรียนรู้ความผิดพลาดของตน แล้วลุกขึ้นด้วยตนเอง
.
เพื่อวันหนึ่งข้างหน้าเมื่อเขาผิดพลาด เขาจะรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้ โดยไม่โทษใคร
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
.
เกร็ดสาระทางจิตวิทยา หนึ่งในกลไกป้องกันตัวเอง (Defense Mechanism) เรียกว่า "การโทษผู้อื่น (Projection)" หมายถึง การโยนความรู้สึกหรือความต้องการที่ตนเองรับไม่ได้ให้เป็นของผู้อื่น เช่น ไม่ชอบเพื่อนคนนี้ จึงเกิดความรู้สึกว่า เพื่อนคนนี้ไม่ดี ไม่ชอบตน ตนเลยไม่ชอบตอบ ทั้งๆ ที่เขาอาจจะไม่ได้ทำอะไรเลย หรือ นักฟุตบอลเตะบอลแพ้ ก็อาจจะบอกว่า เป็นเพราะวันนี้ลูกบอลไม่ดี การเตะครั้งนี้จึงไม่ดี

อ้างอิง: https://www.britannica.com/topic/defens ... #ref195659

siri
โพสต์: 875
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ ก.ย. 27, 2020 12:27 am

เรื่องเล็กๆ ที่จะเป็นเรื่องพื้นฐานใหญ่ๆ ในชีวิต
.
"การกินข้าวด้วยตัวเอง”
เด็กอายุตั้งแต่ 8 เดือน - 1 ขวบขึ้นไปสามารถฝึกกินข้าวด้วยตัวเองได้แล้ว
ถึงแม้เด็กจะยังจับช้อนไม่ได้ พ่อแม่ก็สามารถปล่อยให้ลูกกินเอง โดยให้ใช้มือหยิบจับอาหารเข้าปากเอง ซึ่งหลักการฝึกให้ลูกกินอาหารด้วยตนเองนั้นมีหลากหลายวิธีไม่ว่าจะเป็น Baby-Led Weaning คือ การให้ลูกหยิบอาหารกินเอง หรือ บางบ้านอาจจะใช้วิธีแบบผสม คือ ให้ลูกหยิบกินเองสลับป้อนบ้าง ทั้งนี้ใจความสำคัญของการให้ลูกกินข้าวด้วยตัวเอง คือ การทำให้เด็กรับรู้ถึงความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองขั้นแรก
.
การให้เด็กกินอาหารด้วยตัวเองถึงแม้ว่า เด็กจะยังใช้ช้อนส้อมไม่ถนัด จะเลอะเทอะ เละเทะบ้าง ก็ไม่เป็นไร เพราะเราล้างทำความสะอาดได้ ดังนั้นควรให้เด็กนั่งบนเก้าอี้สำหรับเด็ก จะได้ไม่ล้มคว่ำ วิ่งหนีไปไหน และจะเลอะก็เลอะแค่บริเวณเดียว
.
ที่สำคัญควรให้เขานั่งร่วมโต๊ะกินข้าว กินข้าวไปพร้อมๆ กับสมาชิกในครอบครัว เพราะนอกจากจะได้ฝึกเขาในเรื่องการกินข้าวด้วยตนเองแล้ว ยังได้ฝึกให้เด็กเรียนรู้ว่า “เวลากินข้าว” คือ “กินข้าว”
.
ก่อนเริ่มฝึกตกลงกับลูกให้ชัดเจนว่า “เราจะกินข้าวด้วยกันที่โต๊ะอาหาร 30 นาที และถ้าลูกไม่กิน เมื่อหมดเวลา พ่อแม่จะเก็บ ไม่มีของว่างขนมนมเนยระหว่างมื้อ ถ้าเขาหิวจะต้องรอมื้ออาหารถัดไปเลย
.
ช่วงแรกๆ ของการฝึกเราอาจจะช่วยเหลือเขาบ้าง แต่เมื่อแน่ใจแล้วว่า "เขาสามารถกินเองได้แล้ว" ควรปล่อยให้เขากินเอง ถ้าไม่ยอมกิน ก็ไม่เป็นไร เมื่อหมดเวลา 30 นาทีก็เก็บทันที
.
ในกรณีที่เด็กมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น เด็กลุกเดินออกจากโต๊ะอาหารระหว่างกินข้าว ให้เราเตือนเขาหนึ่งครั้ง และเขากลับมากินอาหารของตัวเอง แต่ถ้าเขาเลือกที่จะไม่กินต่อแล้ว เราสามารถเก็บอาหารของเขาได้ทันที ถ้าเด็กหิวระหว่างมื้อ เราจะไม่ให้ของว่างหรือกินนมทดแทน เขาต้องรอมื้ออาหารหลักถัดไป
.
ในเด็กเล็กที่มีการปาอาหารลงพื้น เล่นอาหารบ้าง เมื่อครบเวลา 30 นาที ให้เราพาเขามาช่วยเราเก็บกวาด เท่าที่เขาจะสามารถช่วยเราได้ เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ว่า ถ้ากินหก เล่นอาหารเลอะเทอะ ก็ต้องมาเก็บกวาดด้วยกัน
.
โดยมากเหตุการณ์จะเกิดซ้ำไม่นาน ถ้าพ่อแม่และผู้ใหญ่ใจแข็ง และปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน เด็กจะเรียนรู้ และไม่ทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม พร้อมยอมกินข้าวด้วยตัวเองมากขึ้น
.
ในขณะที่ทุกคนกินร่วมกัน ไม่ควรมีใครทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ไม่ใช่ “การกินอาหาร” ยกเว้น “การพูดคุย” กับคนในโต๊ะอาหาร ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหาร คือ “การดูโทรทัศน์” “เล่นเครื่องมือสื่อสาร” “เปิดไอแพดให้ลูกดู” “เล่นของเล่น” และ อะไรๆ ทำนองนี้
.
ปัจจุบัน พ่อแม่ และผู้ใหญ่ในครอบครัว เวลาเด็กอยู่ไม่นิ่ง ไม่ยอมกินข้าว จะเปิดยูทูบ (Youtube) ให้ลูกดูไปด้วย ป้อนข้าวไปด้วย ถ้าครอบครัวไหนกำลังทำเช่นนั้น อยากให้คำนึงถึงผลที่จะตามมา...
.
เด็กจะแยกแยะไม่ได้ว่า "เวลาไหนควรทำอะไร?” และ “มารยาทบนโต๊ะอาหารที่ดีเป็นอย่างไร?” เด็กดูผู้ใหญ่เป็นตัวแบบ ถ้าพ่อแม่ยังเล่นมือถือขณะกินข้าวไปด้วย คงไม่แปลกที่เด็กน้อยจะโตไปแล้ว จะเล่นมือถือขณะทำอย่างอื่นไปด้วย และการที่พ่อแม่ให้เด็กดูยูทูบ ดูโทรทัศน์ไปขณะกินข้าวไปนั้น เป็นการลดโอกาสในการสื่อสารพูดคุยกับลูก สร้างความสัมพันธ์กับเขา เพราะต่างคนต่างมีโลกส่วนตัว ทั้งๆ ที่นั่งร่วมโต๊ะอาหารเดียวกัน ซ้ำร้ายถ้ายังให้มีการป้อนข้าวในเด็กที่ควรจะกินข้าวได้เองแล้ว ยิ่งไปทำให้ลูกเรามีพัฒนาการไม่สมวัย
.
เมื่อเด็กเข้าโรงเรียน เข้าสังคม เห็นเพื่อนๆ กินข้าวได้ด้วยตัวเอง ในขณะที่ตัวเองทำไม่ได้ หรือ ไม่มีความมั่นใจที่จะทำ เพราะมักมีคนป้อนให้ตลอด “ความมั่นใจ” จะถูกบั่นทอน ซึ่งสิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อด้านอื่นๆ ต่อไป
.
"เวลาอาหาร จึงควรเป็นเวลากินข้าว"
เป็นเวลาช่วงเวลาที่เด็กได้เรียนรู้ “การกินข้าวด้วยตนเอง” และ “มารยาททางสังคม” เราสอนเขาที่บ้าน เพื่อให้เขามีความมั่นใจในเวลาออกไปข้างนอก เราต้องเตรียมลูกเราให้พร้อมเข้าไปในสังคม เคารพกติกา และมีมารยาทในการอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ
.
อีกหนึ่งสิ่งที่อยากจะย้ำเตือน “อย่าให้เครื่องมือสื่อสาร หรือ งานข้างนอกมีความสำคัญกว่าคนในบ้านตรงหน้าเรา” เวลาอาหารไม่ได้ยาวนานหลายชั่วโมง คงไม่ยากเกินไปที่เราจะวางมือถือของเราลง วางงาน และภาระอื่นๆ ไว้เบื้องหลังหลัง แล้วหันมามองหน้าสบตา พูดคุยกับคนเบื้องหน้าเรา แม้ว่าลูกของเรายังพูดไม่ได้ ใช่ว่าเขาฟังไม่เข้าใจ เขามองดูเรา และรับรู้การตอบสนองของพ่อแม่ที่มีต่อเขา
.
สุดท้าย ถึงแม้ครอบครัวของเราอาจจะไม่มีเวลากินข้าวร่วมกันทุกมื้อ
บางบ้านอาจจะได้กินร่วมกันตอนเช้า
บางบ้านแค่มื้อเย็น และบางบ้านอาจจะแค่อาทิตย์ละครั้ง
ดังนั้นอย่าให้ช่วงเวลาอันมีค่านี้สูญเปล่าไปกับเครื่องมือสือสาร และความสะดวกสบายของการ “ป้อนอาหาร” ให้กับลูก
.
พ่อแม่เป็นครูคนแรกในชีวิตลูกและจะเป็นครูของเขาตลอดไป อย่าพลาดโอกาสที่จะเตรียมตัวเขาให้เขาพร้อมเผชิญกับโลกใบนี้
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

siri
โพสต์: 875
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ ก.ย. 27, 2020 12:28 am

การบ้านของเด็กประถม(ญี่ปุ่น)
.
เด็กหญิง "ไอโกะ" เป็นเด็กลูกครึ่งแคนาดา-ญี่ปุ่น
เธออายุ 8 ปี และเรียนอยู่ชั้นป. 3
.
ไอโกะเล่าให้ฟังว่า "การบ้าน" ของเธอมีอะไรบ้างในวันนี้
เธอจดการบ้านไว้ในสมุดเล่มหนึ่ง คล้ายสมุดจดการบ้านของเด็กไทยเรา
การบ้านของไอโกะ มีดังนี้
1. คัดตัวอักษรคันจิ และอ่านหนังสือ
2. คณิตศาสตร์
3. ซักรองเท้านักเรียนของตัวเอง
.
จะสังเกตได้ว่า เด็กนักเรียนญี่ปุ่นที่เรียนอยู่ช่วง ป.1-3 เพิ่งจะเริ่มเรียนวิชาการ ได้แก่ คณิต วิทย์ ภาษา สังคม และฝึกการคัดตัวอักษรต่างๆ ตั้งแต่ฮิรางานะ คาตาคานะ ไปจนถึงคันจิ ซึ่งเป็นตัวอักษรจีนที่ยาก
.
ส่วนช่วงวัยอนุบาลเด็กๆ มีหน้าที่เล่น ออกกำลังกาย และเรียนรู้วินัย การเข้าสังคมกับเพื่อน
.
นอกจากนี้แล้ว "การบ้าน" ของเด็กญี่ปุ่นที่สำคัญ คือ "งานบ้าน" ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการดูแลรักษาความสะอาดส่วนตัว เมื่อเด็กๆ เริ่มทำได้ ก็ค่อยๆ เขยิบไปที่งานบ้านที่เป็นของส่วนรวมมากขึ้น...
อย่างที่ไอโกะต้องซักรองเท้าของตัวเอง ทางโรงเรียนจะให้ความสำคัญกับงานบ้านเทียบเท่ากับการบ้านเลยทีเดียว
.
เพราะ "การทำการบ้าน" ช่วยพัฒนาเด็กในเรื่องของ "วินัย" "ความรับผิดชอบ" "การควบคุมตนเอง" และ "ฝึกฝนเรื่องที่เรียนให้เชี่ยวชาญ"
ส่วน "การทำงานบ้าน" ช่วยพัฒนาเด็กในเรื่องของ "วินัย" "การรู้จักหน้าที่" และ "จิตสาธารณะ"
.
วันไหน ถ้าการบ้านไม่มี ชวนลูกทำงานบ้านกัน อาจจะไม่ต้องเป็นงานที่ยาก แค่ชวนลูกไป "รด (เล่น) น้ำ ต้นไม้" ก็สนุกสนานแล้ว
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
.
Cr. Youtube: Life where I'm from
https://www.youtube.com/watch?v=QTMPHzeD2n0

siri
โพสต์: 875
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ ก.ย. 27, 2020 12:28 am

"อะไรเอ่ย...ตอนเช้าไปส่งลูก ไม่มี ตอนเย็นรับลูก กลับมี และสามารถสร้างสงครามขนาดย่อมระหว่างพ่อแม่ลูกได้?"
.
บางบ้านตอบได้ทันทีอย่างไม่ลังเล ว่าคือ "การบ้าน" นั่นเอง
.
ช่วงนี้โรงเรียนหลายโรงเริ่มทยอยเปิดเทอม จากแต่ละวันช่วงปิดเทอม เด็กแค่วิ่งเล่น กินข้าว แล้วอาบน้ำนอน เมื่อไปโรงเรียนก็ถึงเวลาต้องปรับตัวกันเสียหน่อย พ่อแม่อย่างเราก็เช่นกัน ไม่ว่า จะต้องตื่นเช้าขึ้น กินข้าวแต่งตัว ไปโรงเรียน เรียนหนังสือ แล้วยังไม่วาย กลับบ้านมามีภาระจากโรงเรียนต้องรับผิดชอบต่อ
.
ซึ่งหนึ่งโจทย์ใหญ่ของทุกบ้าน คือ "ลูกไม่อยากทำการบ้าน ต้องทำอย่างไรดี" (คำตอบนี้จะใช้ได้ดีตั้งแต่เด็กอนุบาล - ประถม)
.
เมขอแบ่งปันวิธีการง่ายๆ 3 ข้อสำคัญที่จะช่วยให้เราจัดการปัญหานี้ได้ง่ายขึ้น
.
1. มี "มุมทำการบ้าน"
จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะแก่การทำการบ้าน มีโต๊ะ มีเก้าอี้ มีอุปกรณ์เครื่องเขียนที่จำเป็น และที่สำคัญไม่มีสิ่งที่จะมารบกวนสมาธิของเค้า เช่นโทรทัศน์ เครื่องเล่นเกม ของเล่น คอมพิวเตอร์ (ในกรณีเด็กโตที่ต้องทำงานในคอมนั้นจะเป็นอีกกรณีหนึ่ง) และอื่นๆ
ที่สำคัญคนรอบตัวเค้าไม่ควรรบกวนด้วยเช่นกัน เช่น ถ้ามีน้องเล็กเล่นอยู่ในบริเวณนั้น เด็กอาจจะไม่อยากทำการบ้าน เพราะอยากไปเล่นกับน้องมากกว่า หรือ คุณพ่อกลับมาเปิดโทรทัศน์ดูข่าวในขณะที่เค้าทำการบ้านอาจจะไม่เหมาะสม เด็กจึงควรมีมุมสงบสำหรับทำการบ้านของเขา
.
2. มี "กติกา" ชัดเจน + ผู้ใหญ่ในบ้านที่เอาจริง พูดคำไหนคำนั้น
ควรตั้งกติการกันไว้ก่อนไปโรงเรียนว่า "การบ้าน" คือ หนึ่งในสิ่งที่เค้าต้องทำ (ถ้ามี) และถ้าการบ้านเสร็จ เค้ามีสิทธิ์เลือกทำกิจกรรมที่ชอบได้หลังจากนั้น โดยต้องทำการเสร็จก่อนจึงจะได้ทำกิจกรรมนั้น (ไม่มีข้อแม้ เพื่อฝึกให้เค้าเรียงลำดับความสำคัญก่อน - หลัง และวินัยความรับผิดชอบ) ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบ้านว่าจะตกลงกันอย่างไร ซึ่งในทางกลับกันถ้าเด็กไม่ยอมทำการบ้าน หรือ ทำการบ้านไม่เสร็จก็มีผลตามมาเช่นกัน เช่น อาจจะถูกงดกิจกรรมที่ชอบ
โดยข้อนี้จะสำเร็จได้ถ้าผู้ใหญ่ทุกคนในบ้านปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน อย่างสม่ำเสมอ เพราะถ้ามีคนใดคนหนึ่งไม่ทำตามกติกา เด็กจะเรียนรู้ว่า เค้าอยู่กับคนนี้เค้าไม่ต้องทำตามกติกาก็ได้ หรือ เด็กจะเรียนรู้ว่าเราไม่ได้เอาจริงเสียหน่อย กติกาจะไม่เป็นกติกาอีกต่อไป เพราะเป็นได้เพียงคำบ่นของผู้ใหญ่เพียงคนเดียวในบ้านเท่านั้น
.
3. มี "ผู้ใหญ่เคียงข้าง" ให้อุ่นใจ
พ่อหรือแม่ (หรือผู้ใหญ่) สักคนหนึ่ง ควรเริ่มด้วยการชวนเค้าทำการบ้านไปด้วยกัน ระหว่างที่เค้าทำการบ้าน เราอาจจะนั่งสังเกตอยู่ห่างๆ อาจจะนั่งใกล้ๆ แต่เราก็ทำงานของเราไปพร้อมกับเค้า เพื่อว่า ถ้าเด็กสงสัยอยากถาม เราจะสามารถช่วยเหลือเค้าได้ทันที เราจะไม่ดุเมื่อเค้าทำผิด อย่าลืมว่า จุดประสงค์ของการทำการบ้านมี 2 ข้อ
(1) "เด็กต้องทำการบ้าน" เพราะเค้ายังไม่เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นจึงมาฝึกด้วยการบ้าน ถ้าเค้าทำผิดก็แค่สอนเค้าในสิ่งที่ถูก ผู้ใหญ่ต้องใจเย็นให้มากๆ เรารู้คำตอบเพราะเราเรียนมามากขนาดไหนแล้ว อย่าเปรียบเทียบลูกกับลูกบ้านอื่น
(2) "การบ้าน" มีไว้เพื่อฝึกวินัย ความรับผิดชอบ และการควบคุมตนเอง แค่เด็กยอมมานั่งทำการบ้านของเค้า ควบคุมตนเองให้ทำการบ้านให้เสร็จก่อนไปเล่น (อดเปรี้ยวไว้กินหวาน) เพียงเท่านี้จุดประสงค์ข้อนี้ก็ประสบความสำเร็จไปแล้ว
***แต่ผู้ใหญ่อาจจะลืมไป เพราะเรามัวแต่มองผลลัพธ์ หรือ ความถูกต้องเป็นสำคัญ
.
ในกรณีที่เราทำข้อ 1-3 แล้ว แต่เด็กก็ยืนยันไม่อยากทำการบ้าน เราต้องหาสาเหตุก่อนว่า เป็นเพราะอะไร เช่น

- การบ้านที่มีเนื้อหายากเกินวัยของเด็ก เด็กอาจรู้สึกท้อได้ เพราะไม่สามารถทำการบ้านด้วยตนเองเนื่องจากไม่เข้าใจบทเรียน ดังนั้นเราสามารถช่วยเหลือเค้าได้ เราสามารถสอนโดยทำให้เค้าดู แล้วตั้งโจทย์เพิ่มให้เค้าลองด้วยตนเองหลังจากดูเราทำ แต่ถ้าการบ้านนั้นยากเกินไปมากๆ (ไม่เหมาะกับวัยของเค้า) และคุณแม่คุณพ่อช่วยเหลือไม่ได้ ถามลูกว่า เราไปคุยกับคุณครูด้วยกันไหม? หรือ อยากปรึกษาเพื่อน ครอบครัวอื่นไหม ว่าเค้าทำอย่างไร?

- การบ้านที่มีเนื้อหาของการบ้านที่ง่ายเกินไปก็อาจทำให้เด็กเกิดความเบื่อหน่าย ไม่อยากทำ ตรงนี้เราสามารถบอกเค้าได้ว่า "การบ้าน นอกจากเป็นการฝึกฝนเราแล้ว เรายังฝึกการควบคุมตนเองให้ทำหน้าที่ของตนเองด้วย ถ้าเรารู้ว่าง่าย แล้วไม่ทำ แสดงว่าเรายังฝึกการควบคุมตนเองไม่ได้" แม้จะง่าย แต่ก็ช่วยให้เราเก่ง และเชี่ยวชาญขึ้น แต่ในกรณีที่ง่ายเกินไป คุณพ่อคุณแม่สามารถเพิ่มความยากให้ท้าทายเด็กได้ด้วยตนเอง หรือ อาจจะไปปรึกษาคุณครูเรื่องการบ้านที่ลูกทำก็เป็นอีกข้อสำคัญ เพราะบางทีลูกของเราอาจจะมีพรสวรรค์ (Gifted) หรือ เป็นเด็กอัจฉริยะ (Genius) เราจะได้หาทางส่งเสริมเค้าในทางที่เหมาะสมต่อไป

- เด็กอยากทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่การบ้าน (ดูยูทูบ เล่นฯลฯ) ข้อนี้ต้องกลับไปย้ำข้อ 2. มี "กติกา" ที่ชัดเจน" ผนวกกับผู้ใหญ่ที่เอาจริง ทำข้อตกลงให้ชัดเจนว่า "ถ้าทำการบ้าน ต้องทำเวลาไหน และถ้าไม่ทำจะได้รับผลอย่างไร เช่น งดทำกิจกรรมที่ชอบ"
.
สุดท้ายอยากย้ำด้วยข้อความนี้นะคะ จุดประสงค์ของ "การบ้าน" คือ การได้ฝึกฝนในสิ่งที่เรียนไป กับ การฝึกวินัยความรับผิดชอบในตัวเด็ก ลูกเราอาจจะทำช้าบ้าง ทำไม่ได้บ้าง ไม่เป็นไร เพราะการบ้านไม่ใช่ข้อสอบที่เราห้ามบอกคำตอบลูก ให้กำลังใจ อย่าใจร้อน อย่าโมโห เราไม่ได้อยากสร้างความกลัวให้ลูกเวลาเค้าต้องทำการบ้าน ที่บ้านกับเรา 🙂
.
ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกครอบครัวนะคะ

siri
โพสต์: 875
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ ก.ย. 27, 2020 12:28 am

"วินัย" คือ สิ่งที่ถึงแม้ไม่อยากทำ แต่จำเป็นต้องทำเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี
.
คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจจะเคยได้ยินคำว่า “วินัย” มาตั้งแต่ตอนที่ตัวเองยังเป็นเด็ก เพราะทุกคนต่างก็รู้ดีว่า หากไม่ทำการบ้าน กลับบ้านเย็นย่ำ แล้วไม่ยอมอาบน้ำ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาอย่างไม่ต้องคาดเดา คือ การโดนก้านมะยม ก้านลูกโป่ง หรือ บางบ้านอาจจะเป็นอะไรก็ได้ที่อยู่ใกล้มือของคุณพ่อคุณแม่ลงโทษ... มือ น่อง หรือ ก้นที่ขึ้นลายจนเจ็บแสบ ทำให้เราเลือกที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของคุณพ่อคุณแม่แต่โดยดี
.
แต่หากพูดถึง “วินัยเชิงบวก” อาจจะเกิดข้อสงสัยว่า มันหมายถึงอะไร? ใช่วินัยที่เราเข้าใจ และเคยได้รับการสอนมาหรือไม่? ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับคำว่า “วินัย” กันเสียก่อน

ถ้าหากให้อธิบายถึงความหมายของคำว่า “วินัย” ขออนุญาตให้นิยามว่า “วินัย คือ สิ่งที่จำเป็นต้องทำ แม้ว่าเราจะไม่อยากทำก็ตาม” เช่นอะไรบ้าง “การกินข้าว” “การดูแลเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อยอยู่เสมอ” “การตื่นนอนไปโรงเรียน” “การอาบน้ำ” และกิจวัตรประจำวันอื่นๆ อีกมากมาย ที่เป็นผลดีกับชีวิตของเรา ดังนั้นแม้ว่า เราไม่อยากทำมันแค่ไหนก็ตาม เราก็ต้องทำมันเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของตัวเราเอง

“วินัย” จึงไม่ต่างอะไรกับการมีความสามารถในการควบคุมตนเอง ให้กระทำสิ่งที่จำเป็นต่อคุณภาพชีวิตที่ดีเหล่านี้ เมื่อเรามีลูกเราก็อยากให้ลูกมีคุณภาพชีวิตที่ดีใช่หรือไม่? ดังนั้นวินัยจึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กคนหนึ่งเติบโตมาเป็นคนที่มีคุณภาพในสังคม เพราะหากปราศจากซึ่งวินัยแล้วก็ไม่ต่างจากไม้เลื้อยที่ไม่มีเสาหลักให้ยึดเกาะ เด็กที่เติบโตมาโดยปราศจากวินัย เขาจะเติบโตมาด้วยความไม่มั่นคงทางจิตใจ เนื่องจากในบ้านที่ไม่มีวินัย เด็กจะคาดเดาไม่ได้เลยว่า เวลานี้เขาควรจะทำอะไร และการทำพฤติกรรมแบบใดถึงจะเป็นที่ต้องการ เด็กต้องอาศัยการลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ บางวันเขาทำพฤติกรรมแบบนี้พ่อแม่พอใจในสิ่งที่เขาทำ แต่วันดีคืนดีเขาทำพฤติกรรมแบบเดียวกันพ่อแม่กลับมองว่าสิ่งที่เขาทำมันไม่ดีเสียนั่น เด็กจะเกิดความสับสน เมื่อความสับสนมากเข้าก็ทำให้เด็กเลือกที่จะทำในสิ่งที่ตนเองคิดว่า คนน่าจะให้ความสนใจมากกว่าสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม เมื่อเขาโตขึ้นมา เข้าไปอยู่ในสังคมที่มีกฎกติกาที่ชัดเจน เด็กเหล่านี้จึงมีแนวโน้มที่จะไม่เคารพกฎกติกา เนื่องจากว่า เขาไม่เคยได้รับผลของการไม่ปฏิบัติตามกฎมาก่อน ถ้าหากเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพ เด็กที่เติบโตมาในบ้านที่ไม่มีการสอนวินัย ก็เหมือนกับประเทศที่ไม่มีกฎหมาย ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมันทวีคูณ เมื่อมองแบบนี้ “วินัย” จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
.
เมื่อทราบว่า “วินัย” คืออะไรแล้ว แต่ “วินัยเชิงบวก” หมายถึงอะไร ถ้าสมัยนั้นที่เราถูกสอนสั่งด้วยก้านมะยม และการทำโทษด้วยวิธีการต่างๆ วิธีเหล่านี้ก็ถือได้ว่า เป็นการสอนวินัยเหมือนกัน แต่เป็นการสอนวินัยเชิงลบ กล่าวคือ การนำ “ความกลัว” มาใช้เพื่อควบคุมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมที่เหมาะสม ทั้งนี้การใช้ความกลัวในการสอนวินัยอาจจะได้ผลทันทีทันใด และควบคุมพฤติกรรมได้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ผลระยะยาวอาจจะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกกลัวบุคคลผู้ให้วินัย และเมื่อได้โอกาสเด็กอาจจะแอบทำในสิ่งที่ถูกห้ามเอาไว้ ซึ่งการสอนวินัยเชิงบวกสามารถเติมเต็มช่องโหว่เหล่านี้ได้ เพราะวินัยเชิงบวก คือ การสร้างแรงจูงใจจากภายในของเด็ก ผ่านการสอนเชิงบวก และทำให้เด็กสามารถควบคุมตนเองได้ดีและเกิดผลระยะยาว เด็กเกิดความรู้สึกดีที่จะทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เพราะเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของตนเอง และเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา
.
“การสอนวินัย ไม่ใช่ การลงโทษ” การลงโทษ เราทำเพื่อยุติพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็กทันที แต่เราไม่ได้สอนพฤติกรรม หรือ ทักษะใหม่ๆ ให้กับเด็ก ที่สำคัญการลงโทษมักก่อให้เกิดความกลัวในเด็ก และบรรยากาศที่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ ในขณะที่การสอนวินัยทำให้เด็กได้เรียนรู้พฤติกรรมที่เหมาะสม และทักษะใหม่ๆ ส่งผลให้เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหา เด็กมีวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสม นอกจากนั้นการสอนวินัยสามารถเกิดขึ้นได้ทุกสภาพแวดล้อม เราไม่ใช้ความกลัวในการสอนวินัย แต่เราใช้ความรัก ความมั่นคง และความใจดีมีเมตตา (Love Firmness and Kindness) ในการสอน บรรยากาศจึงทำให้เราและลูกมีความผูกพันกันมากขึ้น เมื่อใดที่เรารู้สึกว่า การสอนวินัยเต็มไปด้วยการทะเลาะกัน ความกลัว และความห่างเหิน ให้เราถอยกลับมาตั้งหลักใหม่ทันที เพราะผลที่ถูกต้องของการสอนวินัย คือ “ความรัก” “ความเข้าใจ” และ “ความผูกพัน”
.
การสอนวินัยเชิงบวก ประกอบด้วย 5 หลักการ ดังต่อไปนี้

1. Relationship (การสร้างความสัมพันธ์) ถ้าหากปราศจากซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเรากับลูก จะเป็นเรื่องยากที่เราจะสอนลูกเรื่องวินัย เพราะความสัมพันธ์ที่ดีก่อให้เกิด “ความเชื่อใจ” และ “ความมั่นคงทางจิตใจ” เมื่อลูกเชื่อใจเรา เชื่อว่าอยู่กับเราปลอดภัย จะทำให้เราเขาพร้อม และเปิดรับสิ่งที่เราสอน ซึ่งขั้นแรกของการสร้างความสัมพันธ์ คือ การทำกิจกรรมกับลูก และกิจกรรมที่ดีที่สุด คือ “การเล่น” กับเขา ทำให้ลูกรู้สึกว่า การเล่นกับเราสนุกกว่าการเล่นเองคนเดียว และการอยู่กับเราจะเต็มไปด้วยเรื่องสนุกเสมอ ดังนั้นเราจำเป็นต้องเล่นให้ใหญ่ จัดเต็มอย่าได้เขินอายลูกแต่อย่างใด ตรงจุดนี้คุณพ่อคุณแม่ที่ไม่รู้ว่า ต้องเล่นอย่างไร แนะนำให้เปิด Youtube เปิด Pinterest เพราะมีวิธีการเล่นที่สร้างสรรค์ และไอเดียในการเล่นแปลกใหม่มากมาย การจะเล่นให้ใหญ่ ไม่จำเป็นต้อง Over acting แสดงใหญ่ประหนึ่งการเล่นละครเวทีรัชดาลัย แต่หมายถึงการเล่นที่เด็กคาดไม่ถึง วิธีการเล่นที่นอกกรอบ และมีเราที่คิดออก เช่น การเล่นทรายกับลูก ลูกอาจจะแค่ก่อปราสาททราย ก่อภูเขา เราอาจจะเสนอขุดอุโมงค์ เอาน้ำมาใส่ หรือ ประดับปราสาทด้วยกิ่งไม้ เปลือกหอย เป็นต้น ดังนั้น ในการสร้างความสัมพันธ์กับลูก ขอให้คุณพ่อคุณแม่จำไว้เสมอว่า “เราเป็นของเล่นที่ดีที่สุดของลูก”

2. Firm and Definite (มั่นคง ชัดเจน และเด็ดขาด) การสอนวินัยให้กับลูก เราในฐานะพ่อแม่ต้องมีความมั่นคง ชัดเจน และเด็ดขาด หรือที่เรียกว่า “พูดคำไหนคำนั้น” (Mean what you say and say what you mean!) เพราะถ้าหากเราพูด แล้วไม่ได้หมายความอย่างที่พูด เด็กจะเรียนรู้ว่า บางครั้งผู้ใหญ่ก็ยอม บางครั้งก็ไม่ยอม ดังนั้นเขาก็จะลองทำในสิ่งที่อยากทำ หรือ สิ่งที่ไม่เหมาะสมเช่นเดิม และเด็กจะเรียนรู้ว่า พ่อแม่ไม่ได้หมายความอย่างที่พูดจริงๆ นอกจากนั้นการมั่นคง ชัดเจน และเด็ดขาด ไม่ได้หมายถึงการดุ การว่า การใช้เสียงดังสอนลูกและการพูดเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องลงไป (ประชดประชัน บ่น หรือ อื่นๆ) แต่หมายถึงการพูดในสิ่งที่คาดหวังจากเขา หรือ สอนเขา โดยใช้ประโยคบอกเล่า เช่น ถ้าอยากให้ลูกกินข้าว แทนที่จะพูดว่า “จะกินได้หรือยัง จะกินหรือไม่กิน นี่ดูซิ ลูกคนอื่นเค้ากินเสร็จแล้วเนี่ย” ควรพูดว่า “กินข้าวครับ” เท่านั้น และถ้ากินข้าวเสร็จมีกิจกรรมที่ลูกตั้งตารอ ก็ควรเสริมไปว่า “กินข้าวเสร็จ แล้วค่อยไปเดินเล่นครับ” เป็นตัน สิ่งสำคัญที่สุดคือการยืนหยัดในสิ่งที่เราพูด เช่น ตกลงกับลูกไว้แล้วว่า กินข้าวเสร็จถึงจะได้กินขนม ในเมื่อลูกไม่ยอมกินข้าว เขาก็จะอดขนม และไม่ได้รับข้อต่อรอง หรือ ได้กินอย่างอื่นแทนข้าว การที่เราทำเช่นนี้ ไม่ใช่การทำร้ายเด็กแต่อย่างใด เพราะเขาจะได้เรียนรู้ว่า ในเมื่อเขาไม่ยอมกินข้าว (ที่จำเป็นต้องกิน) เขาจะไม่ได้รับข้อเสนออื่น (พ่อแม่บางท่านอาจจะเอานม หรือ อย่างอื่นให้ลูกกินแทน) และเขายังต้องอดกินขนมที่เขาชอบอีก ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ในครั้งต่อไป เด็กจะเรียนรู้ว่า ถ้าเขาไม่กินข้าว เขาจะหิว และไม่ได้กินขนมที่เข้าชอบอีกด้วย
.
3. Responsibility (ความรับผิดชอบ) การสอนความรับผิดชอบให้กับลูก เริ่มจากสิ่งที่ง่ายที่สุด คือ การมีตารางกิจกรรมในแต่ละวันที่ชัดเจน มีการกำหนดเวลาในการทำสิ่งต่างๆ อย่างเป็นสัดเป็นส่วนที่เหมาะสม เช่น เด็กเลิกเรียนมาเขาต้องทำการบ้านก่อนออกไปเล่น และเขาต้องแปรงฟันก่อนเข้านอน ซึ่งการกำหนัดตารางเวลาที่ชัดเจน และเหมาะสมส่งผลให้เด็กคาดเดาเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างดี ซึ่งส่งผลให้เขาเป็นคนมีความมั่นคงทางอารมณ์ และมีวินัย นอกจากนั้นการสอนให้เขารับผิดชอบตนเอง เช่น การจัดเสื้อผ้าไปโรงเรียน ทำการบ้าน อาบน้ำ ดูแลสุขลักษณะของตัวเองอย่างง่าย เป็นจุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบสิ่งใหญ่ๆ ในชีวิตต่อไป เมื่อเขาสามารถรับผิดชอบสิ่งเล็กๆ ได้แล้ว ก็เพิ่มงานที่ทำให้เขาได้เรียนรู้ที่จะรับผิดชอบต่อส่วนรวม ซึ่งงานที่ทำได้ง่ายที่สุด คือ “การทำงานบ้าน” เพราะงานบ้าน คือ งานเพื่อส่วนรวมที่เห็นเป็นรูปธรรมที่สุด เพราะงานนี้ทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะทำเพื่อคนอื่น นอกเหนือจากตนเอง ซึ่งคนอื่นในที่นี้ก็คืนคนในครอบครัวที่เขารักนั่นเอง เมื่อเขาเรียนรู้ที่จะทำงานบ้านเพื่อคนในครอบครัว การทำเพื่อคนอื่นจนเกิดเป็นนิสัย เมื่อเด็กเข้าไปอยู่ในสังคม เขาจะทำสิ่งดี หรือ งานเพื่อส่วนรวม โดยมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เป็นหน้าที่ที่เขาสามารถทำได้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น เด็กที่สามารถรับผิดชอบตนเอง และงานส่วนรวมได้จะสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพคนหนึ่งทีเดียว
.
4. Self control (การควบคุมตนเอง) ในที่นี่ไม่ใช่แค่การควบคุมร่างกายไม่ให้ทำสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่หมายรวมถึงการควบคุมอารมณ์ และความรู้สึกด้วย เพราะหลายคนมองว่า การควบคุมตนเองก็ไม่แตกต่างอะไรกับการเก็บความรู้สึกเอาไว้ภายใน ไม่แสดงออกมา อันนี้คือสิ่งที่ถูกต้อง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว การทำเช่นนั้นเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะการกระทำเช่นนั้นทำให้บุคคลเกิดอาการเก็บกด และส่งผลทางลบต่อบุคลิกภาพในระยะยาว สิ่งที่ควรจะเป็น คือ การเรียนรู้การแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม และการจัดการอารมณ์เชิงลบ เช่น ความโกรธ ความเสียใจ ความเศร้า ด้วยวิธีการเชิงบวก ซึ่งวิธีการจัดการนั้นเราควรเรียนรู้เอาไว้ก่อนที่เราจะเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดอารมณ์เชิงลบ เช่น การเจริญสติ การทำโยคะ การมองหาทางเลือกเอาไว้เมื่อเราเกิดอารมณ์ทางลบ (ไปวิ่ง ไปอาบน้ำ กินไอศกรีม และอื่นๆ อีกมากมาย) เราจะได้รู้ว่า เราสามารถปลดปล่อยด้วยวิธีใดบ้าง โดยการควบคุมตนเองที่ดี ไม่ใช่การห้ามไม่ให้เกิดอารมณ์ทางลบ แต่เป็นการมีวิธีการจัดการที่เหมาะสม โดย เกณฑ์การประเมินว่า วิธีการที่ใช้เหมาะสมหรือไม่ สามารถตรวจสอบได้ด้วย 3 เกณฑ์นี้ คือ (1) สิ่งที่ทำต้องไม่ทำร้ายใคร ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ
(2) สิ่งที่ทำต้องไม่เป็นการทำร้ายตนเองทั้งทางกาย และทางใจ
(3) สิ่งที่ทำต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับวัตถุสิ่งของ
ถ้าจะอธิบายให้เข้าอย่างง่าย คือ เมื่อเราโกรธ เราอนุญาตให้ตัวเราเองรู้สึกโกรธได้ แต่เราจะไม่อนุญาตให้ตนเองทำอะไรที่ขัด หรือ ไปละเมิดกับ 3 เกณฑ์ข้างต้น ในแต่ละครอบครัวก่อนจะเริ่มสอนลูกเรื่องการควบคุมตนเอง เราในฐานะพ่อแม่ควรตระหนักเสมอว่า เราต้องเป็นตัวแบบให้กับลูก ถ้าหากเรายังทำไม่ได้ เช่น เวลาเราโมโห เราเผลอทำร้ายลูกทางวาจาอยู่ หรือ เรายังใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสม เพื่อระบายความโกรธของเรา ลูกจะไม่สามารถควบคุมตนเองได้ดีไปกว่าเราเลย ดังนั้นพึงระวังไว้เสมอว่า เราเป็นเช่นไร ลูกเราก็อาจจะมีแนวโน้มเป็นเช่นนั้นเช่นกัน
.
5. Consequence (การได้รับผลของการกระทำ) เมื่อเรามีกฎกติกา หรือ ข้อตกลงร่วมกันในครอบครัว เราควรกำหนดไว้ชัดเจนว่า หากเด็กทำผิดกฎ หรือ ไม่ทำตามที่ตกลงกันไว้ร่วมกัน เขาจะต้องได้รับผลของการกระทำของเขาเสมอ เพื่อสอนให้เด็กได้เรียนรู้ว่า ไม่ว่าเขาจะไปอยู่ในสังคมใด ทุกที่มีกฎกติกา หรือ กรอบที่กำหนด เพื่อให้ทุกคนในสังคมนั้นใช้ชีวิตได้อย่างปรกติสุข ดังนั้นเขาปรับตัว และเคารพกฎกติกาที่มีอยู่ การสอนที่ดีที่สุด คือ การทำให้เด็กเห็น เมื่อเด็กทำผิด เขาก็ต้องได้รับผลของการทำผิดนั้น เช่น บางครอบครัวตกลงกันไว้ว่า ถ้าพี่น้องทะเลากัน ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้เริ่มก่อน เมื่อเกิดการโต้ตอบของทั้งสองฝ่าย ทั้งสองต้องโดนงดกิจกรรมที่ชอบทันที หรือ บางครอบครัวตั้งกติกาเอาไว้ว่า เมื่อถึงบ้านต้องทำการบ้านก่อนที่จะไปเล่นเสมอ ถ้าไม่ทำตามที่ตกลงเด็กจะโดนงดของหวานตอนมื้อเย็น เป็นต้น เพื่อให้เด็กเรียนรู้ผลของการไม่กระทำในสิ่งที่ควรกระทำ เมื่อเขาโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในสังคมใหญ่ เด็กจะสามารถปรับตัว และเรียนรู้ว่าการทำตามกฎกติกาของสังคมก็เป็นส่วนหนึ่งที่เขาจำเป็นต้องทำ ไม่ใช่ข้อบังคับแต่อย่างใด หากแต่เป็นหน้าที่ของพลเมืองทุกคน
.
การสอนวินัยที่ได้ผล จะนำมาซึ่งความสัมพันธ์ที่ดี และแน่นแฟ้นขึ้นในครอบครัว ถ้าหากว่าครอบครัวเรากำลังห่างเหินกัน แสดงว่า เรากำลังมาผิดทาง ขอให้กลับไปที่ข้อ 1 ของการสร้างวินัยใหม่ และทบทวนตัวเองอยู่เสมอว่า เราได้ทำผิดพลาดตรงไหนไปหรือเปล่า
.
สุดท้าย วินัย คือ รากฐานของการเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบต่อตนเอง และสังคม หากปราศจากซึ่งวินัย ก็ไม่ต่างอะไรกับไม้เลื่อยที่ไร้เสาเกาะ ถึงแม้จะเติบโตได้ แต่โตอย่างไร้ทิศทาง
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

siri
โพสต์: 875
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ ก.ย. 27, 2020 12:30 am

สอนลูกว่า “นี่คือร่างกายของฉัน”
.
https://www.facebook.com/followpsycholo ... 2065481884

ในช่วงเวลาที่ผ่านมีข่าวน่าเศร้าเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศในเด็กมากขึ้น
จนทำให้เราต้องกลับมาระวังเด็ก ๆ ของเรา ไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าจะเป็นเด็กหญิงหรือเด็กชาย เพราะเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไป
แม้เราจะอยากปกป้องลูกไว้ตลอดเวลา แต่ในความจริงเราไม่สามารถตามติดเขาไปทุกที่ได้
ดังนั้น สิ่งที่สามารถช่วยลูกได้ คือ การสอนเขาให้ดูแลร่างกายของเขาให้ดี
.
ซึ่งกว่าที่เด็กคนหนึ่งจะลุกขึ้นปกป้องร่างกายของเขานั้น เขาต้องรู้ว่า “นี่คือร่างกายของฉัน” เสียก่อน
.
ข้อที่ 1 “ให้ความรักและสายสัมพันธ์เพื่อสร้างตัวตนที่มีคุณค่าให้กับลูก”
.
เด็กที่ได้รับความรักอย่างเหมาะสมและเพียงพอ เขาจะรักตัวเองเป็น
พ่อแม่ที่มีเวลาคุณภาพให้ลูก สอนเขาด้วยความรักและเมตตา
เด็กจะรับรู้ว่า ตัวเขานั้นมีคุณค่าและสำคัญกับพ่อแม่เพียงใด
.
ถ้าเกิดเหตุอะไร เขาจะกล้ามาเล่าให้เราฟัง เพราะเขาเชื่อใจเรามากที่สุดในโลก
.
****************************
.
ข้อที่ 2 "ให้การปกป้องลูกในวันที่เขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อย่าเกรงใจคนรอบข้าง”
.
เด็กจะเกิดความรักและหวงแหนร่างกายของเขาได้ ก็ต่อเมื่อในวัยเยาว์ของเขาได้รับการปกป้องจากพ่อแม่ของเขา
.
หากมีใครอยากมากอด มาอุ้ม มาหอม ลูกของเราในวัยแรกเกิดถึงวัยเตาะแตะ (0-3 ปี) พ่อแม่ไม่ควรเกรงใจ และบอกปฏิเสธชัดเจนว่า “ขอโทษนะคะ/ครับ ขอให้เล่นกับลูกโดยไม่สัมผัสตัวเขานะคะ/ครับ เพราะน้องยังเล็ก ไม่มีภูมิคุ้มกันเท่าเราผู้ใหญ่” ถ้าอีกฝ่ายไม่เข้าใจ ขอให้พ่อแม่ปล่อยวาง และยืนหยัดต่อไป
.
นอกจากนี้หากมีใครอยากมาเล่น มาหยอกล้อ มากอด มาอุ้ม มาสัมผัสตัวเด็ก โดยที่เขาไม่ได้รู้สึกยินยอม พ่อแม่ควรเขาไปพาลูกออกมาจากผู้ใหญ่คนดังกล่าว ไม่ควรเกรงใจแล้วปล่อยให้เขาสัมผัสลูกของเรา แม้จะเป็นการหยอกล้อก็ตาม ไม่มีคำว่า “หวงลูก” “เล่นตัว” หรือ “หย่ิง” เกินไปในกรณีนี้ เพราะสำหรับเด็กไม่ว่าเขาจะอายุเท่าไหร่ จะเป็นเด็กชายหรือเด็กหญิง การที่เขาไม่ยินยอม เขาควรได้รับการปกป้องจากเรา
.
“ร่างกายนี้เป็นของลูก ลูกมีสิทธิ์ปฏิเสธไม่ให้ใครมาสัมผัสได้เสมอ”
.
****************************
.
ข้อที่ 3 “ให้เขาช่วยเหลือตัวเองตามวัย”
.
เด็กที่ช่วยเหลือตัวเองตามวัยเป็น เขาจะรับรู้ได้ว่า “ตนเองนั้นมีความสามารถ” และ “ตนเองสามารถพึ่งพาตนเองได้” นอกจากความภาคภูมิใจที่เกิดขึ้น คือ การรับรู้ว่าตนเองนั้นสามารถทำอะไรด้วยตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร เขาจะช่วยเหลือตัวเองได้ ในเวลาที่ไม่มีใครช่วยเหลือเขา
.
ในทางกลับกันถ้าหากเราช่วยเหลือเด็กทุกสิ่งทุกอย่าง และไม่ยอมให้เด็กทำอะไรด้วยตัวเองเลย เด็กจะรู้สึกไม่มั่นใจ เพราะเขาต้องพึ่งพาผู้อื่นในการทำทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้นถ้าจะให้เขาช่วยเหลือตัวเองในยามคับขัน คงเป็นไปแทบไมไ่ด้เลย
.
****************************
.
ข้อที่ 4 “สอนลูกว่า บริเวณใดในร่างกายที่ไม่ควรให้ใครมาสัมผัส"
.
สอนลูกให้รู้จักร่างกายของตัวเอง และสอนเขาให้ปกป้องร่างกายของเขาจากการสัมผัสจากผู้อื่น
แม้จะเป็นผู้ใหญ่ในบ้าน ก็ไม่ควรสัมผัสเด็กบริเวณเหล่านี้
.
จุดต้องห้าม 4 จุด ได้แก่
(1) ริมฝีปาก
(2) หน้าอก
(3) อวัยวะเพศและบริเวณระหว่างขา
(4) ก้น
.
เหตุผล คือ "จุดเหล่านี้เป็นจุดที่ไวต่อการสัมผัสและละเอียดอ่อน ถ้าคนอื่นมาสัมผัสแล้ว เขาอาจจะเกิดความรู้สึกอยากทำอะไรมากกว่าแค่สัมผัส ซึ่งเขาอาจจะทำร้ายหนูได้"
.
สิ่งสำคัญ คือ ผู้ใหญ่ไม่ควรหยอกล้อเด็ก ๆ โดยการสัมผัสร่างกายของเขาในบริเวณเหล่านี้
.
****************************
.
ข้อที่ 5 “สอนลูกเอาตัวรอด”
.
ป้องกันก่อนเกิดเหตุ
(1) ห้ามคุยหรือไปไหนกับคนแปลกหน้า
(2) ห้ามไปในสถานที่ที่ลับตาคนหรืออยู่ในสถานที่ใดที่เป็นห้องปิดกับผู้ใหญ่หรือใครแบบสองต่อสอง เช่น ในห้องน้ำ ห้องนอน ตรอก ซอก ซอย เป็นต้น
(3) ห้ามกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ได้จากคนแปลกหน้า
(4) สอนลูกให้จดจำเบอร์โทรศัพท์และชื่อจริงของพ่อแม่เสมอ
(5) เราไม่ควรทิ้งลูกไว้กับผู้ใหญ่ในบ้านตามลำพัง
.
ในยามคับขัน ถ้าเผชิญสถานการณ์ที่มีคนจะมาทำร้ายเรา
(1) ตะโกนหรือกรี๊ดดัง ๆ ให้คนมาช่วย
(2) วิ่งหนีให้เร็วที่สุด วิ่งไปยังที่ ๆ คนอยู่มาก ๆ หรือ ถ้าต้องซ่อนก็ต้องตั้งสติซ่อนตัวให้เงียบที่สุด
(3) บอกทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ผู้ใหญ่ที่เราเชื่อใจฟัง
.
****************************
.
***ในกรณีฉุกเฉิน
ข้อที่ 6 “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูก ลูกเป็นสิ่งล้ำค่าของพ่อแม่เสมอ”
.
ข้อนี้คงเป็นข้อที่ไม่มีใครอยากต้องรับมือหรืออยากให้เกิดขึ้น
แต่ถ้าวันหนึ่งมันเกิดขึ้นจริง ๆ แม้เราจะป้องกันดีที่สุดแล้ว
ข้อให้ผู้ใหญ่ตั้งสติแล้วปลอบขวัญเขาให้ดีที่สุด
บาดแผลที่เกิดขึ้นไม่มีวันหายไปจากใจ
แต่ความรักจากพ่อแม่และคุณค่าในตัวจะทำให้เด็กก้าวข้ามสิ่งที่เข้าเผชิญมาได้
.
ข้อแนะนำที่พ่อแม่ควรทำในกรณีนี้
(1) อย่าผิดหวังในตัวเขา อย่าหมดความรักให้กับลูก
(2) ขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยา เพราะบาดแผลทางใจ ต้องใช้การเยียวยาระยะยาว
(3) อยู่เคียงข้างลูก จนกว่าเขาจะกลับมายืนหยัดได้อีกครั้งหนึ่ง ระหว่างนั้นก็อย่าหมดหวังในตัวเขา
.
****************************
.
สุดท้าย แม้เราจะไม่สามารถปกป้องลูกได้ตลอดเวลา
แต่ความรักและคุณค่าท่ีเรามอบให้ลูกจะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต
.
“รักลูกวันนี้ให้มากพอ เพื่อวันหน้าเขาจะได้รักตัวเองเป็น”
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
แก้ไขล่าสุดโดย siri เมื่อ อาทิตย์ ก.ย. 27, 2020 12:33 am, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “ครอบครัว ความสัมพันธ์ สามีภรรยา พ่อแม่ลูก การเลี้ยงดูเด็ก”